เรื่องเล่าผีๆ

เรื่องเล่าผีๆ ผีป้าน้อยเฮี้ยน

เรื่องเล่าผีๆ

เรื่องเล่าผีๆ

“ผีป้าน้อยเฮี้ยน” เรื่องเล่าผีๆ

เมื่อผู้ที่เข้ามาอยู่บ้านต่อไม่ยอมทำมาหากินผีก็เลยออกมาสอน
เรื่องเล่าของ ผีป้าน้อย อายุได้50ปีเป็นคนอ้วนอยู่แต่ว่ากับบ้านไม่ค่อยได้ทำงาน
เนื่องจากว่าสามีทำงานมีเงินเดือน เมื่อก่อนก็พอมีอยู่แม้กระนั้นเพียงพอมีลูกคนแรกที่เพียงพอคลอดออกมาแล้วตาย
ก็อ้วนขึ้นๆและก็ไม่มีลูกอีกเลย ก่อนตายไปทราบว่าสามีมีภรรยาอีกคนรวมทั้งแอบมีลูกสาวร่วมกัน
พอเพียงแกทราบก็เศร้าใจมากหาทางออกมิได้ กินยาฆ่าตัวตาย

ส่วนบ้านที่แกอยู่ก็ถูกปิดตายด้วยเหตุว่าสามีแกย้ายไปอยู่กับเมียอีกคน
บ้านก็ถูกทิ้งร้างไว้นาน พอดิบพอดีมีพี่คนหนึ่งเดือนร้อนไม่มีที่อยู่ ก็เลยเข้าไปขออยู่
เพราะเหตุว่าสามีที่ย้ายไปก็ยังไม่ได้ต้องการบ้าน หรือเอาไปทำอะไร
ไอ้พี่คนนี้ก็เลยได้อยู่บ้านป้าน้อยต่อ ในขณะที่ก่อน ป้าน้อยตาย ไอ้พี่คนนี้ก็ยืมเงินป้า
แกไว้3หมื่นแต่ก็ยังไม่ได้คืนกล่าวถึงว่าขาดเงิน พอมาอยู่ต่อก็ยังไม่หาเลี้ยงชีพอีก
ป้าน้อยแกเลยมาเข้าฝันมาหลอก ให้ไปพบเงินทำเอาเงินที่เคยยืมไปใช้คืนแก
ตัวพี่แกเองขาดเงิน ไม่มีงานทำ ตอนเมาก็เลยไปด่าทอผีป้าน้อย
คืนนั้นเองผีป้าน้อยมาหลอก มาบีบคอ เล่นเอาเกือบตายพี่แกวิ่งหนีออกมาจากบ้าน
ไปอยู่บ้านแม่เลย จากนั้นผีป้าน้อยแกก็เฮี้ยน ค่อยหลอกตลอด
กระทั่งพี่เอ็งจำต้องไปดำเนินงานหารายได้มาทำบุญทำทานชดเชยให้ ผีป้าน้อยก็เลยสงบลง
จากนั้นพี่แกก็มีการมีงานทำต่อไปด้วยดี

แหล่งที่มา shock.mthai.com

บ้านหญิงม่าย

บ้านหญิงม่าย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

บ้านหญิงม่าย

บ้านหญิงม่าย

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน บ้านหญิงม่าย

สมัยที่ผมยังเป็นเด็กประมาณ ป.5 ปู่ผมมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง มันชื่อว่าไอ้ด่าง ลักษณะของมันคือจะมีขนสีดำสลับกับสีขาวเป็นดวงๆ ตามตัว ปรกติแล้ว ไอ้ด่าง มันเป็นแมวที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน มันชอบเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย ไปบ้านโน้นออกบ้านนี้ บางวันถ้าโชคดีมันก็จะได้กินข้าวฟรีจากเพื่อนบ้านของผม มันจะกลับมาอีกทีก็ประมาณช่วงเย็นหรือไม่ก็ช่วงที่มันหิว มันก็จะมาทำหน้าอ้อนใส่ปู่ของผม ปู่ผมแกก็มักจะเอาข้าวคลุกปลาทูมาให้มันกิน เพราะสมัยนั้นการซื้ออาหารแมวค่อนข้างมีราคาสูงพอสมควร อีกอย่างคือแมวบ้านนอกบ้านนาก็มักจะไม่ค่อยกินอาหารเม็ด
แต่แล้ววันหนึ่งไอ้ด่างมันก็หายไปแบบไร้วี่แวว ปู่ได้ยินเช่นนั้นจึงออกไปตามหามัน แต่ทว่าก็ไม่มีร่องรอยอะไรที่จะบอกว่ามันไปทางไหน เวลาได้ล่วงเลยไปเป็นวันที่สอง ปู่ของผมได้ข่าวมาจากป้าสมร ป้าที่อาศัยอยู่ข้างบ้านของบ้านปู่ผม ป้าแกบอกว่าไอ้ด่างมันไปเดินดุ่มๆ อยู่ในแถวบ้านล้างท้ายซอย บ้านหลังนั้นเคยเป็นที่อยู่อาศัยของหญิงม่ายคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ทราบเพราะเหตุใดผู้หญิงคนนั้นได้ล้มป่วยและเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ป้าสมรแกยังบอกอีกว่า เห็นไอ้ด่างมันยืนจ้องอะไรบางอย่าง ทั้งๆ ที่ในบ้านนั้นไม่มีคนเลยแม้แต่น้อย
ปู่ผมด้วยความรักและหวงแมว แกจึงเดินไปตามหาแมวคนเดียว ด้วยความที่ปู่ผมเป็นคนใจกล้าและไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แกพกไม้กันหมาไปหนึ่งอันและตรงไปยังบ้านของหญิงม่ายคนนั้น ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แน่นอนว่าแกก็ต้องพกไฟฉายส่องทางไป
เมื่อปู่ถึงบ้านปู่แกก็รู้สึกประหลาดใจกับตัวบ้านที่มีรูปทรงแปลกๆ มันคงจะเคยเป็นบ้านสองชั้รมาก่อนแล้วเจ้าของคงจะต่อเติมห้องข้างล่าง ส่วนที่ต่อออกมานั้นเป็นบ้านชั้นเดียว หลังคาลาดเอียงจากใต้หน้าต่างชั้นบนของตัวบ้านเดิม บ้านหลังนี้ถูกปล่อยร้างมาสองสามปีคงจะได้ ตั้งแต่ที่หญิงม่ายเข้าโรงพยาบาลไปก็ไม่มีใครมาเช่าต่อ ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของหล่อนนับตั้งแต่นั้นมา ตอนนี้สภาพบ้านรกร้างและวังเวงเป็นอย่างมาก
ปรกติแล้วจะไม่ค่อยมีคนเดินผ่านตรงบริเวณนี้เสียเท่าไหร่ เพราะมันสุดซอยและทางตัน เมื่อปู่ผมถึงประตูรั้วของบ้านก็พยายามสอดส่องเข้าไปในบ้าน ดูเหมือนว่าจะไม่มีวี่แววอะไร
“มีใครอยู่มั้ย?” ปู่ผมตะโกนถาม แต่กลับไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบงันเท่านั้น
ปู่ผมพยายามอีกครั้งที่จะสอดส่ายสายตาเข้าไปในชายคาบ้าน จนกระทั่งสายตาของปู่ไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง ใช่แล้ว ไอ้ด่างกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าบ้าน มันจ้องมองเข้าไปในบ้านของหญิงม่ายอย่างไม่คลาดสายตา
“ด่างเอ๊ย! กลับบ้านเร็วลูก!” ปู่ผมตะโกนเรียกมัน แต่เจ้าด่างกลับนั่งอยู่ที่เดิม
ปู่ผมเห็นว่าไม่ได้การแล้วจึงถือวิสาสะเข้าไปในบ้านของหญิงม่าย แกคิดว่าบ้านร้างขนาดนี้หญิงม่ายคงไปพักรักษาตัวที่บ้านเก่าของหล่อนก็เป็นได้ ตัวหญิงม่ายนั้นไม่ใช่คนที่นี่ ภูมิลำเนาเดิมของหล่อนมาจากภาคอีสาน ปู่ผมดันประตูรั้วอย่างง่ายดายก่อนที่จะแหวกพงหญ้ารกทึบสูงเท่าเข่าเข้าไป
ตอนนี้ตะวันเริ่มตกดิน แสงอาทิตย์เริ่มสลัวจนหายไป ความมืดเข้ามาครอบคลุมหมู่บ้านแห่งนี้ เสียงจั๊กจั่นและแมลงกลางคืนได้เริ่มบรรเลงเสียงร้อง เมื่อปู่ผมเริ่มมองไม่เห็น แกจึงเปิดไฟฉายเพื่อส่องทาง ใจหนึ่งแกก็กลัวจะโดนงูกัดเพราะหญ้ารกทึบเหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลาน
ปู่ผมเดินไปอุ้มเจ้าด่างเพื่อกลับบ้าน ในตอนนั้นเอง! แสงไฟของปู่ก็ส่องเข้าไปในบ้านร้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ แสงไฟส่องให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอใส่ชุดเดรสยาวสีดำ ท่าทางการยืนของเธอเหมือนจะงอหลังเหมือนคนป่วย ผมของเธอยาวสลายปิดใบหน้า เธอยืนห่างจากประตูบ้านที่ตอนนี้เหลือเพียงบานประตูประมาณสามถึงสี่ก้าว ปู่ของผมชาไปทั้งตัว แกพูดไม่ออก ยืนตัวแข็งเป็นหุ่นอยู่ได้สักชั่วครู่ก่อนที่แกจะเผ่นออกมาจากบ้านหลังนั้นโดยเร็วที่สุด
วันต่อมาปู่ผมก็เดินทางไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อจะถามถึงเรื่องของหญิงม่ายท้ายซอย คำตอบที่ได้จากผู้ใหญ่บ้านเป็นประโยคที่ไม่ยาว แต่ทำให้ปู่ของผมเสียวสันหลังวูบ
“หล่อนน่ะเสียไปตั้งแต่สองสามปีที่แล้วแล้ว หลังจากหล่อนเข้าโรงบาลหล่อนก็เสีย”
นับตั้งแต่นั้นปู่ผมก็ไม่เคยคิดที่จะเดินไปบ้านหญิงม่ายท้ายซอยอีกเลย ส่วนเจ้าด่างก็ยังคงเที่ยวเตร็ดเตร่ไปตามประสาแมว ปู่คิดว่ามันน่าจะหลงเข้าไปและที่มันนั่งจ้องก็อาจเป็นเพราะวิญญาณหญิงม่ายนั่นกำลังสื่อสารกับมันอยู่ ส่วนถ้ามันไปบ้านหลังนั้นอีก ปู่คงต้องรอให้มันกลับมาเอง ถ้ามันไม่กลับคงต้องพาเพื่อนไปสามสี่คน

แหล่งที่มา https://pantip.com/topic/39677876…

ผีเขมรที่เกาะกูด

ผีเขมรที่เกาะกูด เรื่องเล่าสยองขวัญ

ผีเขมรที่เกาะกูด

ผีเขมรที่เกาะกูด เรื่องเล่าสยองขวัญ

เรื่องมันเกิดขึ้นในปลายหน้าร้อนปีหนึ่ง ผีเขมรที่เกาะกูด เมื่อ บรรดา สจ๊วตรวมทั้งแอร์รุ่นเดียวกับผม นัดหมายรวมพลพรรคที่มีเวลาว่างตรงกันราวๆ 10 คน จัด ทริปท่องเที่ยว เกาะกูด โดยพักที่บ้านครึ่งหนึ่งอพาร์เม้นท์บนเกาะเล็กเกาะน้อยๆส่วนตัว ห่างออกมาจากชายแดนของประเทศเขมรไม่มากสักเท่าไรนัก

เนื่องจากว่าต้องการทำตัวเป็น ไฮโซติดดิน เราก็เลยทุลักทุเลเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครในเวลาบ่ายโดยรถประจำทางปรับอากาศของ บริษัท ขนส่ง จำกัด จากสถานีเอกมัย มาลงที่ตัวจังหวัดตราด แล้วต่อรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เพื่อต่อเรือไปยังเกาะบ้านพักอีกครั้ง ซึ่งกว่ากำลังจะถึงจุดมุ่งหมายก็เวลาค่ำ ทุกคนก็เลยเหนื่อยมาก ขนาดที่เรียกได้ว่าแทบคลานขึ้นที่พักกันเลย

ภายหลังเติมพลังงานด้วยข้าวเย็น ที่ผู้ครอบครองรีสอร์ทจัดแจงให้จนถึงอิ่มหนำแล้ว เราก็เลยออกเดินตรวจสอบที่พักแล้วก็รอบๆรอบๆ… มันมีลักษณะเสมือนโรงแรมริมทะเลแบบโบราณทั่ว ไป เป็น ยกพื้นสูงโดยประมาณ เมตรกว่าๆตัวบ้านทำด้วยไม้ มีหน้าต่างรอบๆ ทำให้อากาศระบายได้อย่างดีเยี่ยม ข้างหน้าเป็นทะเลสีครามกับสีฟ้าอ่อนของตัวบ้าน ข้างหลังแอบอิงกับเนินเขาลูกเล็กๆที่มีบรรดาพืชพันธุ์ต่างๆขึ้นแออัดกันอยู่เยอะแยะ เสียงสรรพสัตว์ต่างๆร้องเบาๆดังออกมาจากป่าละเมาะนั้น แต่ว่าเสียงหนึ่งที่ทำให้ผมขนลุกด้วยความกลัวปนขยะแขยงมากที่สุด เป็นเสียงของตุ๊กแกที่ไต่เยอะแยะอยู่ตามฝาผนังบ้าน

กลางทาง เราได้พบปะสนทนากับชาวบ้านที่มาทำงานที่โรงแรมที่นั้น ทุกคนต่างก็มีอัธยาศัยอันดี ละเว้นแม้กระนั้นพ่อแม่ลูกสามผู้ที่มองดูผมแล้วก็ซุบซิบกันด้วยท่าทางแปลกๆ…

คืนนั้น…เรานั่งครื้นเครง ตากลมขอบหาด จวบจนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปจนถึงเกือบจะเที่ยงคืน ก็เลยเดินกลับเข้าตัวบ้านเพื่อพัก เนื่องจากว่าสนิทกันมากมาย แต่ละคนก็เลยลากเอาที่นอนหมอนมุ้งมานอนรวมกันที่ห้องใหญ่ห้องเดียว ต่างคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน…

ครู่หนึ่งใหญ่ๆเสียงอึกทึกแล้วก็ค่อยๆลดระดับลงเป็นเสียงกระซิบกระซาบ รวมทั้งเงียบไปท้ายที่สุด แสงเดือนที่ส่องเข้ามาในห้องมองเห็นเป็นเงามัวลาง เสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆกอรปกับความอ่อนเพลียล้าจากการเดินทาง ทำให้ผมผล็อยหลับไปอย่างราบรื่น

เวลาจะผ่านไปนานเยอะแค่ไหนไม่เคยทราบ ผมตื่นขึ้นเมื่อได้ยินตุ๊กแกร้องระงมอยู่ด้านนอก เสียงโน่นทำให้จะต้องรีบดึงผ้าที่มีไว้ห่มขึ้นมาคลุมโปง เอามืออุดหูด้วยความรังเกียจกลัว…น่าประหลาดที่บรรดาเพื่อนฝูงๆยังคงนอนกันอย่างสบายอารมณ์ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ครู่หนึ่ง เสียงตุ๊กแกก็สงบลง แต่ว่าโอกาสนี้กลับมีเสียงของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นเบาๆผมบากบั่นฟังว่าพวกเขากำลังกล่าวอะไรกันอยู่ แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้เรื่องได้แม้กระทั้งคำเดียว…ราวเป็นภาษาเขมร

ผมเบาๆกลับตัวมองดูไปยังหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุของเสียง… ท่ามกลางความมืดดำมิดที่มีเพียงแค่แสงเดือนมัว…ภาพลางๆที่มองเห็นตรงหน้าเป็น ชายหญิงแล้วก็เด็กที่ผมเจอตอนเดินเที่ยวเมื่อตอนเวลาค่ำนั่นเอง…การคุยสะดุดหยุดลงโดยทันที เสมือนทราบว่ามีคนกำลังแอบฟังอยู่ ทั้งปวงหันมาจ้องดูมาที่ผมด้วยสายตาที่เย็นชา…

“อ้อ…พวกชาวบ้านที่ทำงานตรงนี้นั่นเอง” ผมนึกในใจพร้อมทั้งเอ่ยถามพวกเขาเบาๆด้วยเกรงว่าจะเป็นการก่อกวนเพื่อนที่นอนหลับอยู่

“มีอะไรหรือขอรับ…มาทำอะไรกันมืดค่ำๆดื่นๆแบบนี้…” เสียงของผมทำให้เพื่อนพ้องบางคนเริ่มขยับพลิกตัว…เมื่อเหลียวไปมองดูก็มองเห็นเงาตะคุ่มกำลังโงนเงนลุกขึ้นนั่ง

เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมละสายตาจากเค้าเหล่านั้น… ฉับพลันปรากฏภาพของเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ด้านนอกเมื่อสักครู่ มายืนอยู่ข้างหน้าประตูห้องนอน …ถือไม้ท่อนใหญ่ท่อนหนึ่งแกว่งไกวเล่นในมือ…ผมงงงันกับภาพข้างหน้า ไม่รู้เรื่องว่าเด็กนั่นแอบปีนป่ายเข้ามาในห้องเช่าของเราตั้งแต่เมื่อไร

โดยไม่คาดคิด…แกเริ่มออกวิ่งไปบริเวณห้อง กระโจนผ่านเพื่อนพ้องบางบุคคลที่ยังคงนอนขวางอยู่ พลางเอาไม้ที่ถืออยู่เคาะฝาผนังดังก๊อกน้ำๆๆๆพร้อมที่จะจัดส่งเสียงกรีด…มันดังโหยหวน จนกระทั่งผมจะต้องยกมือขึ้นปิดหู

ถึงในขณะนี้ เพื่อนๆผมก็ตื่นกันหมดแล้ว ทุกคนต่างยืนขึ้นนั่งแล้วมองหน้ากันด้วยความงงว่ากำเนิดอะไรขึ้น…ผมพยายามร้องห้าม แม้กระนั้นเด็กนรกโน่นไม่ยินยอมหยุด ยังคงวิ่งวุ่นวายเคาะผนังรอบห้องถัดไป ผมคิดไม่ออกก็เลยหันไปหาผัวเมียที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“พี่ๆช่วยมาเอาลูกออกไปหน่อยสินะครับ แก่นแก้วจริงๆ…” ผมกวักมือเรียกสองคนโน่น แต่ว่าน่าแปลกที่พวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจใยดี ว่าลูกตัวเองกำลังก่อกวนการพักผ่อนของเราอยู่
“คุยกับผู้ใดกันแน่ที่ใดอยู่หรอ แอนดี้…แล้วนี่เสียงอะไรน่ะ ผู้ใดร้อง…คนใดกันเคาะฝาผนังบ้าน” เสียงสั่นเครือๆของสหายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น พร้อมหันไปมองดูบริเวณอย่างหวาดๆเหมือนว่ามันมองไม่เห็นคนใดกันแน่อยู่เลย

“อ้าว…ก็เรียกให้บิดามารดาของเด็กนี่มาเอาลูกเค้าออกไปน่ะสิ…วิ่งเล่นอยู่ได้ ไม่หลับไม่นอน…”

ผมตอบอย่างเหลืออดเหลือทน ต่อจากนั้นก็ขยับเขยื้อนตัวลุกขึ้นยืน อาศัยแสงเดือน หาทางเดินไปยังแผง สวิทช์ไฟ แล้วกดปุ่มให้มันดำเนินการ…แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…ห้องทั้งยังห้องยังคงมืดสนิท

ท่ามกลางความมึนของเพื่อนฝูงๆผมกดปุ่มซ้ำแล้วซ้ำอีก แข่งขันกับเสียงกรีดแล้วก็เสียงเคาะฝาผนังของเด็กโน่น แรงกดดันปะทุขึ้นกระทั่งผมไม่อาจจะทนได้ ผมใช้นิ้วชนย้ำไปที่สวิทช์ไฟอีกหลายหน พร้อมตะเบ็งขึ้นอย่างเหลืออดเหลือทน

“ไอ้หนูหยุด…หยุดวิ่งปัจจุบันนี้…”

เมื่อสิ้นเสียงของผม แสงสว่างจากดวงไฟหลายดวงบนเพดานทันทีสว่างขึ้น เสียงอึกทึกและก็ภาพของเด็กน้อยคนนั้น กลับหายไปในพริบตา ห้องอีกทั้งห้องกลับไปสู่ความสงบเงียบอีกรอบ…ผมดูไปบริเวณมองเห็นบรรดาเพื่อนพ้องๆนั่งจับกลุ่มกันอยู่ด้วยความกลัว

ผมรีบสาวเท้าเดินไปที่หน้าต่างตรงหัวนอน เพื่อมองหาทั้งยังสามคนโน่น กลับไม่เจออะไรเลย…อดใจมองดูฝ่าความมืดมนออกไป มองเห็นเงาตะคุ่มกรุ๊ปหนึ่งเดินอยู่ตรงท่าเรือ พวกเขาหันมาดูที่ผมอีกที ด้วยแววตาเย็นชาเหมือนเคย และหลังจากนั้นก็ค่อยๆเดินห่างออกไป จนถึงลับสายตาสุดท้าย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมเดินลงไปดูตรงรอบๆที่มองเห็นผัวเมียเมื่อคืนนี้ (เดินไปคนเดียว เพื่อนคนอื่นกำลังวุ่นเก็บของหนีกลับจ.กรุงเทพฯ) พบว่ามีศาลเพียงตาตั้งอยู่สองข้างหลัง…เพราะอะไรนะ เมื่อวานนี้เราถึงไม่มีใครมองเห็นศาลนี้กันสักคน…ถามคนงานมองก็เลยรู้ดีว่ามันถูกทำให้ผัวเมียและก็ลูกชายที่นั่งเรือย้ายถิ่นมาจากเขมรเพื่อหนีการทำศึกเมื่อหลายปีล่วงมาแล้ว แต่ว่าโชคร้ายที่เรือมาตกต่ำน้ำตายหมดอีกทั้งครอบครัว แล้วก็ศพถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตรงรอบๆหาดหน้าบ้านหลังนี้

ที่น่าประหลาดก็คือ ไม่เคยมีใครเคยเจอวิญญาณพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้มาก่อน และไม่มีใครได้เจอพวกเขาอีกเลยภายหลังจากคืนนั้นครับ……