เดือน: พฤษภาคม 2020

มอแม่ฟ้าหลวง

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอแม่ฟ้าหลวง

มอแม่ฟ้าหลวง
มอแม่ฟ้าหลวง

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอแม่ฟ้าหลวง

-ทุกตึกในมหาลัย จะมีผีเฝ้าตึกอยู่ โดยเฉพาะตึกอธิการ,ลานAV(ใต้ห้องสมุด),หอนานาชาติ(หอเภา สารสิน),หอจีน 1-2 ไม่เชื่อลองถามsecurity guard ที่อยู่มานานๆ

-สังเกตุว่า C1 ตรงทางขึ้นตึก อธิการ มีลิฟต์ฝั่งเดียว อีกฝั่งนั้นปิดตายไว้เพราะ มีคนตกลงไปตายตอน ก่อสร้าง ดึกๆ ไม่มีใครกล้าเดินผ่าน ขนาดยามยังต้องไปกันที่ละ 3-4 คน เวลาเดินตรวจ ว่ากันว่า เป็นสถาปนิก สาว กะลังท้องด้วย! เค้าตกลงไปตอนส่องกล้อง จากชั้น 3 เคยมีโครงการจะ ทำลิฟต์ ปีที่แล้วต่อ แต่ทว่า คนที่ไปทำ จับไข้ทุกราย !

-เคยมีผีเดินผ่านหน้ายาม มีแต่เสียงแต่ไม่เห็นตัว เล่นเอาจับไข้หัวโกร๋น (แล้วรู้ได้ไงว่าเดินผ่านอะ)

– ต้นไม้ใหญ่ข้าง F2 เป็นที่สักการะของคนใน ม. ไม่เชื่อไปดู ทุกปีจะมี พวงมาลัยคล้องใหม่ทุกปี – -”

– ผีเด็ก มี อยู่แถวๆ F1 แต่ห้องน้ำไหน ผมไม่รุ้ ฮ่าๆๆๆ

– หอชาย มีผีเด็ก หอหญิง มีผีฝักบัว

– เด็กปีหนึ่ง ต้องปลูกป่า ไม่ปลูก เรียนไม่จบ ต้นไม้ตาย ก็ไม่จบ (อันนี้อาถรรพ์ป่าวไม่รู้นะครับ)

– ต้นไม้ที่ลานดาว ไม่เคยซ้ำทุกปี ไม่เชื่อลองสังเกตดู

– สระหลังมอ อย่าคิดไปหลังหกโมงเย็น (ไม่บอกด้วยนะว่าเพราะอะไร เง้ออ)

– หารู้ไม่ว่า ต้นไม้ที่เอฟสอง ตอนผมมาอยู่ ไม่เคยมีใครมาไหว้เลย ตอนนี้พวงมาลัย เยอะแทบกิ่งหัก

– เอฟหนึ่ง ขึ้นชื่อเรื่องน – เอฟหนึ่งจะยิ่งนเข้าไปใหญ่ เพราะอาจารย์ใหญ่จะมาอยู่ใกล้ๆ(มั้ง)

– เปิดเทอม หลังเกรดออก ลานดาวจะเต็มไปด้วยคนแก้บน

– ดีสอง บรรยากาศดี แต่เหมือนป่าช้า

– สามแยก หน้ามอ คนตายทุกปี

ขอขอบคุณแหล่งที่มา facebook.com/pantipghosts/

โรงแรมหลอน

โรงแรมหลอน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

โรงแรมหลอน
โรงแรมหลอน

โรงแรมหลอน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 คุณศักดิ์ได้ไปพากย์หนังที่ โรงหนัง พูลผลรามา ในจังหวัดระนอง ซึ่งในสมัยนั้นจะใช้วิธีการพากย์หนังกันสดๆ ในโรงหนังเลย ไปถึงช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง ก็ได้เข้าไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ได้ห้องพักบนชั้นห้า จังหวะที่คุณศักดิ์เปิดห้องเข้าไป คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่าเหมือนเบียดใครบางคนเข้าไป เหมือนมีใครมายืนบังอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร คุณศักดิ์วางของแล้วก็เข้าไปอาบน้ำ

ในระหว่างที่กำลังอาบน้ำ คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่า เหมือนมีใครอยู่ในห้องนอน ก็เลยลองเปิดประตูห้องน้ำออกมาดูสองสามครั้ง ก็ไม่เจออะไร จนอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย แต่งตัวเตรียมจะไปโรงหนัง เวลาประมาณหกโมงเย็น คุณศักดิ์เดินออกนอกห้องแล้วปิดประตูและล็อกห้อง แต่ในระหว่างที่กำลังล็อกห้อง มีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนอยู่ข้างในห้อง ก็เลยเปิดเข้าไปดู แล้วเห็นเหมือนเป็นเงาวูบผ่านหน้าคุณศักดิ์ออกมานอกห้อง

คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่า มันไม่ค่อยจะดีแล้ว แต่ก็ไม่อยากคิดอะไรมาก ก็เลยปิดประตูล็อกตามเดิม แล้วหันไปทางซ้ายมือเพื่อที่จะเดินลงบันได แต่มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่บันไดแล้วมองมาที่คุณศักดิ์ คุณศักดิ์ก็ยิ้มให้ แต่เค้าก็ไม่ยิ้มตอบ คุณศักดิ์ก็เลยเดินลงบันไดไป แล้วหันกลับมามองอีกที ปรากฏว่าผู้ชายคนนั้นหายไปแล้ว มองหาจนทั่วแต่ก็ไม่เจอ

คุณศักดิ์ก็เลยหันกลับแล้วเดินลงบันไดต่อ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนไขประตูห้องแล้วเปิดประตู คุณศักดิ์หันกลับไปมอง ก็เห็นผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู คุณศักดิ์ก็เลยเดินลงจนไปถึงข้างล่างแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ห้องที่ผู้ชายคนนั้นเข้าไปมันเป็นห้องของเรานี่หว่า! คุณศักดิ์เลยรีบเดินกลับขึ้นไป เพราะกลัวว่าจะเป็นขโมย

พอถึงหน้าห้องก็ไขประตูแล้วถีบประตูเข้าไป ปรากฏว่าภายในห้องไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างเหมือนเดิม คุณศักดิ์ก็เลยเดินไปถามที่เคาน์เตอร์ด้านล่างว่า กุญแจห้องนี้มันมีกี่ดอก แล้วห้องนี้มันเคยมีอะไรหรือเปล่า พนักงานก็ได้แค่ตอบว่า “ไม่มีอะไร…”

ตอนที่คุณศักดิ์กำลังคุยกับพนักงานอยู่ คุณศักดิ์ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โชฟา ซึ่งผู้ชายคนนั้นเป็นคนเดียวกันกับที่เจอตรงบันได คุณศักดิ์ก็เลยคิดในใจว่า ‘อ้อ…แล้วไป’

คุณศักดิ์เลยรีบไปทำงาน พอไปถึงโรงหนัง คุณศักดิ์มีความรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรเกาะหลังมา ตั้งแต่ที่ออกมาจากโรงแรม เวลาเดินมันเหมือนมีคนกระชาก แล้วมีความรู้สึกหนักๆ คุณศักดิ์ไม่อยากคิดอะไรมากเพราะต้องรีบไปทำงาน แต่พอคุณศักดิ์เดินไปไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ก่อนจะเข้าโรงหนัง ความรู้สึกมันก็กลับมาเป็นปกติ ไม่รู้สึกอะไรแล้ว จนพากย์หนักจบ ทุกอย่างเป็นปกติเรียบร้อย คุณศักดิ์ก็เดินทางกลับที่พัก ในระหว่างที่เดินทางกลับ ก็มีความรู้สึกว่าหนักที่ไหล่ทั้งสองข้างอีกแล้ว ก็คิดในใจว่าสงสัยจะไม่สบาย

พอถึงโรงแรมประมาณสี่ทุ่ม เดินเข้ามาก็เจอผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว คนที่เคยเจอตรงบันได ชายคนนั้นนั่งอยู่ที่โชฟาตัวเดิม ชุดเดิม แล้วมองมาที่คุณศักดิ์ คุณศักดิ์ก็เดินขึ้นบันไดไป แต่ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นบันไดนั้น คุณศักดิ์เหลือบหันกลับไปมอง ซึ่งผู้ชายคนนั้นก็ยังมองมาที่คุณศักดิ์ และเหมือนจะพยายามมองตามตลอด

จนขึ้นมาถึงชั้นห้า ความรู้สึกหนักที่หัวไหล่ก็ยังไม่หายไป คุณศักดิ์คิดว่าแบบนี้มันไม่ค่อยดีแล้ว ก็เลยหยุดยืนอยู่ตรงชานพักบันได แล้วนึกในใจว่า ถ้าไม่ใช่อุปทาน ถ้าเป็นเรื่องจริง หรือที่นี่มันจะมีอะไรจริงๆ ถ้าคิดว่าจะมาขอส่วนบุญ อะไรที่เคยทำไว้ก็ขออุทิศให้ แล้วถ้ามีอะไรก็มาบอกกันดีๆ ก็แล้วกัน

สักพักคุณศักดิ์ก็รู้สึกว่าดีขึ้น ไม่รู้สึกว่าหนักที่ไหล่แล้ว ก็คิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปทำบุญให้ แล้วก็เข้าห้องไป และเข้านอนปกติ

ตื่นเช้าขึ้นมาในขณะที่สติยังเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น มันเหมือนกับว่าผู้ชายคนนั้นมายืนก้มหน้าอยู่ที่ปลายเท้าของคุณศักดิ์ ผู้ชายคนที่เห็นตรงบันไดและโซฟาข้างล่าง คุณศักดิ์ก็ถามออกไปว่า “มีอะไรเหรอ?” เขาตอบกลับมาสองคำว่า

“ช่วยด้วย…” แล้วร่างนั้นก็หายไป

คุณศักดิ์ลุกขึ้นมานั่งคิดว่ามันคือฝันหรือเรื่องจริง แล้วก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จก็แต่งตัวแล้วมานั่งสวมถุงเท้าบนเตียง จากนั้นก็ควานมือลงไปใต้เตียงเพื่อหารองเท้า พอจับรองเท้าได้คุณศักดิ์ก็ดึงออกมา แต่มันดึงไม่ออกไม่รู้มันติดอะไร คุณศักดิ์ก็เลยยกเตียงขึ้น…

พอยกเตียงขึ้น ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาคุณศักดิ์แบบช็อค เพราะปรากฏว่า มีศพอยู่ใต้เตียง! มันเป็นศพของผู้ชายคนนั้น คนที่เจอที่หน้าห้องและตรงโซฟาด้านล่าง กลายเป็นว่าคุณศักดิ์ได้นอนอยู่กับศพทั้งคืน โดยที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นให้ได้รับรู้เลย เหมือนศพพึ่งตายใหม่ๆ

คุณศักดิ์ก็เลยโทรลงไปข้างล่าง พนักงานก็ขึ้นมาดูแล้วก็แจ้งตำรวจ ศพนั้นเป็นศพของชาวพม่า และตามประวัติที่สืบทราบมา โรงแรมแห่งนี้เมื่อก่อนชาวพม่าถูกฆ่าตายบ่อยมาก จนคนแถวนั้นชินกันหมดแล้ว

คุณศักดิ์ได้ข้อมูลมาภายหลังว่า ผู้ที่ตายเป็นคนพม่าที่เข้ามาขายเพชรขายพลอยแล้วถูกลวงมาฆ่า แล้วยัดศพไว้ใต้เตียง โดยที่ข้างๆ ศพเหมือนมีผงอะไรสักอย่างสีดำๆ โรยอยู่รอบๆ ซึ่งอาจจะเป็นดินประสิว เสมือนเป็นการสะกดวิญญาณไว้ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด…

นักร้องที่โรงแรม

นักร้องที่โรงแรม เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

นักร้องที่โรงแรม
นักร้องที่โรงแรม 

นักร้องที่โรงแรม เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ย้อนไปปี พ.ศ 2530 สมัยเราทำงานเป็นนักร้องอยู่ที่ภูเก็ตค่ะ เพื่อนเราที่เป็นนักดนตรีบอกว่า ที่จังหวัดสตูลมีโรงแรมเปิดใหม่ได้ประมาณ 2 ปี นักร้องสากล ที่นั่นกำลังจะหมดสัญญา ต่อสัญญามา 2 ครั้งแล้ว ให้เราลองไปออดิชั่นดู เงินเดือนดี มีที่พักให้ เราก็สนใจเลยโทรไปว่าจะไปออดิชั่น

โรงแรมที่ว่านี้ติดชายแดนมาเลเซีย เป็นโรงแรม 5 ดาว ใหญ่ที่สุดในจังหวัด พอเราไปถึง พนักงานก็พาไปไขกุญแจเข้าห้องพัก (ได้พักฟรี 1 คืน) ห้องที่นี่สวยมากๆ เราได้อยู่ชั้น 5 โรงแรมมี 7 ชั้น มีคอฟฟี่ช็อป และบาร์ชั้นใต้ดินของโรงแรม พอเข้ามาในห้อง ตอนแรกว่าจะนอนพักผ่อนสักหน่อย เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ก็นอนไม่หลับ รู้สึกแปลกๆ เหมือนเราไม่ได้อยู่คนเดียว สักพัก มีคนมาเคาะห้อง เราก็เปิดออกไป เค้าแนะนำตัวว่าเป็นผู้จัดการ เราก็เชิญเข้ามาในห้อง ก็นั่งคุยกันว่า ให้เราลงไปออดิชั่นตอนทุ่มครึ่ง แล้วผู้จัดการก็ชวนลงมาดูคอฟฟี่ช็อป เดินดูรอบๆ โรงแรม เราก็ถามว่า ที่พักของนักร้องนักดนตรีอยู่ที่ไหนคะ? เค้าก็ชี้ให้ดู มันจะมี 2 ที่ อยู่ติดกัน เป็นตึก กับเป็นบ้านไม้เก่าๆ ข้างโรงแรม มี 5 ห้อง ดูแล้วสมัยก่อนน่าจะเป็นเรือนคนรับใช้ แน่นอนว่าคงไม่มีอยากอยู่ที่บ้านไม้แน่ๆ แต่ตอนจะมาออดิชั่น พอดีพี่นักดนตรีบอกเราว่า ‘น้องระวังตัวไว้ด้วยนะ ผู้จัดการที่นี่เวลามีนักร้องมาใหม่ๆ เสร็จมันหมดแหละ..’ เราเลยเลือกที่จะอยู่บ้านไม้ข้างโรงแรม เพราะผู้จัดการเค้าพักอยู่ที่ตึก กลัวผีก็กลัว แต่กลัวผู้จัดการมากกว่า..

พอเราได้งานที่นี่ คืนแรกที่เข้ามานอนที่บ้านไม้ ก็จุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทาง บอกว่า ‘ลูกมาขออาศัย มาทำงาน ถ้ามาให้เห็นก็มาแบบดีๆ นะคะ..’ คืนแรกนอนหลับสบายดีไม่มีอะไร ตอนเช้าตื่นแต่เช้ามาเจอผู้จัดการ เค้าถามเราว่า ‘เป็นยังไงบ้าง นอนหลับสบายดีไหม?’ เราก็ว่า ดีค่ะ.. เค้าก็ทำหน้าแบบไม่เชื่อ แล้วก็ตะล่อมบอกเราว่า ห้องตรงนั้นเก่าแล้ว ขึ้นมาอยู่บนตึกเถอะนะ เราก็ว่า หนูอยู่ได้ค่ะ.. เราทำงานตอนทุ่มครึ่ง เลิกงานตีหนึ่ง มีวันหนึ่งเราเลิกงานแล้วออกไปกินข้าวกับเพื่อนๆ กลับมาบ้านไม้แล้วเข้านอนเลย ..มารู้สึกตัวตื่นตอนประมาณตี 3 เพราะปวดฉี่ เดินผ่านหน้าต่างพระจันทร์เต็มดวงสวยมากๆ พอฉี่เสร็จเลยมาเปิดหน้าต่างชมพระจันทร์ แล้วก็มองไปเรื่อยๆ เห็นคนตักนำ้ ผ่าฟืน หาบของอยู่ตรงบ้านไม้ไม่ไกลบ้านเรา พอมองดูดีๆ นึกในใจ กูโดนอีกแล้ว.. ตอนนั้นไม่ได้กลัวนะคะ พยายามเพ่งมองดู เป็นผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ใส่ผ้าคาดอกสีมัวๆ ผู้ชายไม่ใส่เสื้อ เหมือนคนยุคเก่า เขาตั้งใจให้เราเห็น หันหน้ามามองเรา แถมยิ้มให้ด้วย เราขนลุกถึงหัวเลย รีบปิดหน้าต่างกลับมานอนคลุมโปรง.. ตอนเช้าต้องรีบตื่นไปใส่บาตรกรวดน้ำให้ แล้วชวนเพื่อนเดินไปดูตรงที่ที่เราเห็นเมื่อคืน เป็นบ้านไม้ยกพื้น สร้างเป็นแถวมีประมาณ 10 ห้อง สภาพรกร้างมากๆ เห็นแล้วขนนี่ลุกขึ้นมาเลย เพราะที่เห็นเมื่อคืนนี้บ้านมันสะอาดสวยงามมาก ก็เลยบอกในใจว่า หนูจะทำบุญให้นะ อย่ามาให้เห็นแบบน่ากลัวเลย..

อยู่มาได้สักระยะ จนเริ่มสนิทกับร้านค้าข้างๆ โรงแรม เค้าเล่าให้ฟังว่า โรงแรมนี้เมื่อก่อนเป็นวังของสุลต่าน ตัววังถูกทุบสร้างเป็นโรงแรม ส่วนบริเวณรอบๆ ที่เป็นห้องแถว รวมถึงบ้านไม้ที่เราอยู่ เป็นเรือนคนรับใช้ ข้าทาสบริวาร แม่ค้าถามว่า เราไม่เจออะไรบ้างเหรอ? คนแถวๆ นี้เค้าเจอกันประจำ เราก็ว่าเราเห็นบ้าง แต่ไม่ได้น่ากลัว เค้าไม่ได้มาหลอกอะไร

เราร้องเพลงในคอฟฟี่ช็อปได้เกือบเดือน มีวันหนึ่งนักร้องสากลในบาร์ชั้นใต้ดินหยุดงาน มาทำงานไม่ไหว ผู้จัดการเลยขอให้เราไปร้องแทน เราเลยต้องไป บาร์ชั้นใต้ดินนี้มีนักร้อง และนักดนตรีประมาณ 18 คนที่ประจำอยู่ พาร์ทเนอร์ก็เยอะ ประมาณ 20 คน.. พอเราเดินลงไป เวลาตอนนั้นประมาณ 3 ทุ่ม หนาวจนขนลุกเลย มันเย็นยะเยือกแบบแปลกๆ รู้สึกได้เลยว่าในนี้มีวิญญาณเยอะมาก จนเราเริ่มกลัวแล้ว ร้องเพลงเสร็จรีบกลับขึ้นมาข้างบนเลย พอบาร์เลิก นักร้องลูกกรุงที่ร้องในบาร์ถามเราว่า ทำไมรีบขึ้นมาจัง..เห็นอะไรหรือเปล่า? เราเลยบอกว่าข้างล่างมันน่ากลัว มืด แล้วก็อึดอัด นักร้องที่มาถามเราคนนี้ชื่ออ้อยค่ะ อ้อยก็บอกเราอีกว่า ต่อไปเราต้องลงมาร้องในบาร์แทนนักร้องสากลนะ เตรียมทำใจไว้เลย.. หลังจากนั้นเราก็เลยต้องลงมาร้องเพลงในบาร์ คือต้องอยู่ทั้งคืนค่ะ จนเราสนิทกับอ้อย แบบว่าตัวติดกันตลอดเลย อ้อยเป็นคนเซ้นส์แรงยิ่งกว่าเราอีก แบบว่าเทศการกินเจทรงเจ้านางมีเอี่ยวตลอด แล้วก็ไม่กลัวผีด้วย.. นางบอกเราว่าถ้าเห็นอะไรอย่าทัก เราก็บอกว่ามีอะไรให้บอกก่อนจะได้ทำใจไว้ เพราะแค่บรรยากาศข้างล่างก็น่ากลัวจะแย่แล้ว นางบอก ‘เดี๋ยวมึงได้เห็นเอง..’

คืนหนึ่ง เป็นคืนที่ลูกค้าไม่ค่อยมี พอถึงคิวเราขึ้นร้องเพลงสโลว์ ในบาร์ปิดไฟสลัวๆ ขณะร้องเพลงอยู่ เราเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาคนเดียว แล้วนั่งตรงโต๊ะหน้าทางเข้า เห็นนั่งอยู่ตั้งนาน แต่ไม่มีพนักงานเสิร์ฟมารับออเดอร์ พอเราลงจากเวทีมานั่งกับอ้อย เราก็เรียกพนักงาน ‘น้องๆ โต๊ะทางเข้าแขกมานั่งตั้งนานแล้ว ทำไมไม่ไปรับออเดอร์?’ เด็กว่า ‘พี่ตาฝาดแล้ว ผมยังไม่เห็นใครเข้ามาสักคน..’ อ้อยที่นั่งข้างๆ หยิกเรา ‘มึงเห็นใคร ลักษณะยังไง?’ เราบอก ‘ผู้ชายตัวใหญ่ๆ หน้าดำๆ ท้วมๆ นั่งอยู่โต๊ะแรกคนเดียว’ อ้อยบอก ‘อ้อ คนนี้มาประจำทุกวันโกน..’ คำตอบของอ้อยเป็นอันรู้กัน.. ทีนี้เรานั่งเบียดกับอ้อยเลยค่ะ อ้อยต้องส่งบรั่นดีเพียวๆ ให้ เราเลยดื่มไปหลายแก้ว แล้วถามอ้อยว่า เค้าไปหรือยัง? อ้อยบอกว่าไปแล้ว.. อ้อยบอกว่า ‘มึงเห็นแค่นี้ยังน้อยนะ กูเคยเห็นมาเป็นสิบเลย ตอนวันพระใหญ่!’

เราอดทนร้องเพลงจนหมดสัญญา 3 เดือน หลอนมาก วันดีคืนดีเดินสวนกับใครก็ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ ก็หายไปกับตา.. แล้วก็ได้กลิ่นดอกลั่นทม กลิ่นนำ้อบตลอดเวลาที่อยู่ในบาร์ ต้องระงับความกลัวด้วยบรั่นดีเพียวๆ ..พอหมดสัญญา ผู้จัดการเรียกไปต่อสัญญา โดยจะเพิ่มเงินเดือนให้ เราบอก ‘ไม่ต่อแล้วค่ะ หนูอยู่ไม่ไหว หนูกลัวผี!’…

ผีซากศพ

ผีซากศพ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีซากศพ
ผีซากศพ

ผีซากศพ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ย้อนไปในสมัย 5 ปีก่อน ตอนนั้นผมอยู่แค่ม.3 ผมเป็นพวกชอบฟังเรื่องผี และดันชอบคนเดียวในห้องซะด้วย ทำให้ผมมีเพื่อนสนิทแค่คนเดียว เพราะมีแต่คนกลัวว่าผมจะ เล่าเรื่องผี ให้ฟัง
เพื่อนผมชื่อกัน กันเป็นคนผิวเข้ม แขนขายาว สูง 179 เซ็นติเมตร มันเป็นคนที่ตัวสูงคนหนึ่งในห้องเลย การเรียนดี กีฬาก็เก่ง แต่มีเรื่องเดียวที่มันกลัวจนหัวหดนั่นก็คือ ผีนั่นเอง ผมก็เคยถามนะว่าทำไมถึงมาเป็นเพื่อนกับผมทั้ง ๆ ที่กลัวผี มันก็บอกว่าการเป็นเพื่อนน่ะไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้หรอก ผมก็เลยรู้สึกสบายใจที่มีเพื่อนสนิทดี ๆ ขนาดนี้
แต่เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมซื้อของจากสหกรณ์มากินที่ใต้ตึกเรียน กันก็วิ่งมาหาผมแล้วนอนฟุบหลับไปเฉยเลย ผมก็งงว่ามันเป็นอะไร แต่ก็ปล่อยให้มันหลับไป
“เฮ้ย ไอ้โบ๊ต… กี่โมงแล้ว กูนอนนานไปป่ะวะ” กันตื่นมาถามด้วยเสียงงัวเงีย “นอนไปแค่ 2 นาทีเอง นอนต่อเถอะถ้าง่วงขนาดนี้” ผมตอบไปพร้อมเป็นห่วงที่กันมันง่วงจัดขนาดนี้ แต่แล้ว มันก็ตื่นมาด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วมองรอบตัวว่ามีใครสังเกตเขาไหม พอคนเริ่มน้อยลงกันก็ปริปากเล่าทันที
“เอ่อ… จำบ้านกูได้ใช่ปะ คือห้องกูมันก็รก ๆ ตามประสาผู้ชาย เมื่อวานกูนอนหลับอยู่ดี ๆ กูก็ได้ยินเสียงใครไม่รู้เดินมาจากหน้าบ้าน แล้วมาหยุดอยู่หน้าห้องกู มันเคาะห้องกูแรงดังปึง ๆ เลย พอกูคลุมโปงพยายามปิดหู มันเกิดโมโหอะไรไม่รู้ขึ้นมา เตะกระเป๋ากูลอยข้ามเตียงกูเลย แล้วมันตะโกนด่ากูอีก รู้ปะมันด่ากูว่าอะไร มันด่ากูว่า “ไม่สนใจกูใช่มั้ย เจอดีแน่!” พอกูได้ยินงี้กูก็นอนไม่หลับอะดิ กูก็เลยง่วงอย่างที่เห็น” กันเล่าเสร็จก็ขอตัวหลับ ส่วนผมที่นั่งฟังก็อึ้งกับสิ่งที่กันเล่า ไอ้กันมันเจอเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอวะ นึกว่าเรื่องผีมันเป็นแค่เรื่องแต่งซะอีก แต่อีกใจหนึ่งผมก็มองว่ามันคงฝันเป็นตุเป็นตะล่ะมั้ง ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เลยจนผมเลิกเรียน
วันนั้นจำได้เลยว่าตอนจะกลับบ้าน กันมันเดินเข้ารถพ่อของมัน พ่อของกันเป็นคนที่คลั่งไคล้พระเครื่องมาก แต่ยังไม่เซียนพอ เพราะลุงผมที่เป็นเซียนพระนั้นก็รู้จักพ่อของกันเป็นอย่างดี แต่วันนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าครอบครัวของกันนั้น เริ่มไม่ปกติซะแล้ว เพราะในรถดันมีตัวอะไรไม่รู้ที่แห้งอย่างกับซากศพที่ถูกฝังมานาน แถมมันยังแยกเขี้ยวใส่พ่อและกันอย่างโกรธเกรี้ยวอีก ผมได้แต่ยืนนิ่ง และมองรถคันนั้นหายลับไป…

สิ่งลี้ลับคนไร้หัว

สิ่งลี้ลับคนไร้หัว เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

สิ่งลี้ลับคนไร้หัว

สิ่งลี้ลับคนไร้หัว

สิ่งลี้ลับคนไร้หัว เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เป็นแค่เรื่องเล่าต่อๆกันมต ตาของผมเนี้ย ชอบเล่าเรื่องสมัยก่อนของแกให้ผมฟัง แล้วเมื่อวาน หลังจากดูข่าวเหตุสลดในกรุงเทพแกก็เล่าเรื่องของคนที่ถึงฆาตให้ผมฟัง

ย้อนกลับไปสมัยก่อน มีคนรู้จักของแกเล่าให้ฟัง ว่าคนที่จะถึงฆาตเนี้ยครับ จะมอง ไม่เห็นหัว เลย

แกเล่าว่า สมัยที่ประเทศไทยมีสงคราม ตรงสะพานพระราม 6 ในปัจจุบันนี่แหละครับ บริเวณข้างทางก่อนข้ามสะพาน จะมีหลุมหลบภัยอยู่ ตอนนั้นมีการทิ้งระเบิดครับ แต่ละคนต่างวิ่งหนีเข้าไปที่หลุมหลบภัย ลุงคนนี้แกก็จะวิ่งไปหลบเหมือนกัน แต่พอไปถึงที่หลุมเท่านั้นแหละ แกเห็นว่า คนที่วิ่งเข้ามาถึงหลุมหลบก่อนแก ทุกคนต่างก็ไม่มีหัวทั้งนั้น (คือทุกคนในหลุมขณะนั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ลุงแกมองไม่เห็นหัวใครสักคน)

แกจึงวิ่งย้อนกลับไปทางที่แกมาทันทีครับ วิ่งออกมาได้แป๊บเดียว เครื่องบินก็ทิ้งระเบิดลงมาตรงหลุมนั้นเลย คนที่หลบในนั้นก็ตายกันหมดเลยครับ

จากนั้น ตาของผมก็เล่าต่อ ว่าถ้าเกิดเราบังเอิญไปเจอคนหัวขาดระหว่างทาง ไม่ต้องไปทักเขาครับ นั่นแปลว่าถึงเวลาของเขาล่ะ แต่ถ้าเราคิดที่จะช่วยเขา ก็ให้หาผ้า เอาไปคลุมที่หัวของเขาคนนั้น แล้วพูดแค่คำว่า “ต่อหัวให้นะ” จากนั้นก็วิ่งหนีออกมาให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น สิ่งลี้ลับที่จะมาเอาชีวิตของเขา จะย้อนเข้ามาเอาชีวิตของเราแทนครับ

 …

เอาผมฉันคืนมา

เอาผมฉันคืนมา เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เอาผมฉันคืนมา
เอาผมฉันคืนมา

เอาผมฉันคืนมา เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้สั้นๆนะครับ คือหลานสาวภรรยาผมชื่อว่าน้องปิ่นกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่งในกรุงเทพฯ น้องเล่าให้ฟังว่าได้งานพิเศษทำนอกเวลาเกี่ยวกับการขายสินค้าที่ห้างแห่งหนึ่ง ปิ่นเป็นเด็กสาวหน้าตาดีผิวขาวหุ่นดีพูดจาฉะฉานมี สัมมาคารวะ กับคนอื่น น้องอยู่กับแม่เพราะพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหลายปีแล้ว น้องมีผมสีดำแค่บ่าซึ่งก็ดูน่ารักเหมาะกับน้องดี แต่เมื่อเดือนก่อนที่ทำงานมีการจัดโปรโมชั่นเลยอยากให้น้องแต่งตัวสวยๆ ใส่ชุดเหมือนพริตตี้อะไรแบบนั้น ปกติจะใส่แต่เสื้อขาวกับกางเกงเข้ารูป ผู้จัดการที่เป็นผู้หญิงเลยแนะนำว่าถ้าใส่ชุดนี้แล้วปิ่นผมยาวจะสวยมาก ปิ่นเลยบอกว่าไปหาซื้อเอามาต่อก็ได้ค่ะพี่ อีกสองวันต่อมาน้องเลยไปหาซื้อที่ตลาดแห่งหนึ่ง มีร้านมานั่งขายผมแฮร์พีซ (ไม่รู้เรียกถูกไหมครับ) ปิ่นลองหยิบดูทีละปอย ไปสะดุดกับผมปอยนึงสีดำสนิทเงาสวยมาก คนขายผู้หญิงบอกชอบไหมลดให้นะจากพันสองเหลือแค่หกร้อยเอาไหม? น้องยิ้มแล้วลองเอามาทาบกับผมข้างหลังเข้ากับใบหน้ามากเลยตกลงซื้อมา หลังจากกลับมาที่ห้องพัก พอปิ่นเปิดประตูแล้วไหว้น้าวิภา(แม่น้องปิ่น)ยิ้มแล้วถามว่า “วันนี้เหนื่อยไหมลูก? แม่ทำกับข้าวไว้รอแล้วไปอาบน้ำก่อนเถอะ” น้องยิ้มพยักหน้าให้แม่วางกระเป๋าแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป แต่น้องต้องแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงแม่พูดว่า “หนูเป็นเพื่อนน้องปิ่นหรือลูก? เข้ามาก่อนสิเดี๋ยวกินข้าวด้วยกันเลย” ปิ่นรีบเอาผ้ากระโจมอกออกมาถามน้าวิภาว่าคุยกับใคร? น้าวิภาบอกเพื่อนลูกไม่ใช่หรือแม่จะเดินมาปิดประตูเห็นยืนอยู่หน้าห้องมองมาข้างในห้องเราด้วย” “ไม่มีแม่ หนูมาคนเดียวนะ” “สงสัยเขามาหาคนผิดห้องมั้ง ไม่รู้ไปไหนแล้ว” ปิ่นเลยไปอาบน้ำต่อแล้วออกมากินข้าวกับแม่ หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วน้องเลยเอาผมปอยนั้นออกมาให้แม่ดู แกถามน้องว่าซื้อมาทำไม ปิ่นบอกว่าเอามาใส่เวลาทำงานไงแม่ เดี๋ยวหนูจะใส่ให้แม่ดูนะว่าสวยไหม น้องไปใส่หน้ากระจกแล้วหันหลังกลับมาให้แม่ดู น้าวิภายิ้มแล้วพอสายตามองไปในกระจกเลยบอกปิ่นว่า “นี่ก็ดึกแล้ว เข้านอนกันเถอะ” พอเข้านอนประมาณตีสองปิ่นปวดท้องเลยออกมาเข้าห้องน้ำ น้องปิดประตูห้องน้ำเสร็จกำลังจะนั่งทำธุระ เห็นเงาสีดำเป็นรูปร่างผู้หญิงผมยาวพาดมาเต็มบนผนังห้องน้ำ แล้วมีเสียงผู้หญิงกระซิบใส่หูว่า “มึงอยากผมยาวทำไมมึงไม่ไว้เองล่ะ!” ปิ่นสะดุ้งรีบเปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ด้วยความกลัวน้องจึงไปกอดแม่ไว้ แต่ปรากฏว่าร่างที่กอดไม่ใช่แม่ ตัวนอนตะแคงแต่หัวหันกลับรอบมาจ้องหน้าน้อง ผู้หญิงนั้นตาสีแดงแล้วพูดเสียงแหบพร่าออกมาว่า “เอาผมกูคืนมา!!” แล้วหัวนั้นก็หลุดจากคอกลิ้งมาใส่หน้าน้องปิ่นที่ตกใจสุดขีด น้องกรี้ดแล้วสลบไป ฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสาวออฟฟิตข้ามถนนแล้วรถมาชน เธอตายคาที่ ภาพตัดมาที่ศพเธออยู่ที่โรงพยาบาลปิ่นเห็นแขนของใครสักคนกำลังตัดผมสีดำเงาจากศีรษะเธอ แล้วเอาใส่ถุงพลาสติกยื่นให้มือผู้หญิงคนหนึ่งรับไป หรือว่านี่เป็นผมที่น้องซื้อมาเพื่อจะต่อให้ยาว จู่ๆศพในฝันก็ลุกขึ้นนั่งพรวดแล้วชี้มาตรงหน้าพูดว่า “เออ!! ผมกูนี่แหล่ะ!!” ปิ่นสะดุ้งตื่นทันที พบว่าน้าวิภาเอาพระมาใส่ที่คอและเอาฝ้ายมาผูกแขน คำแรกที่แม่บอกน้องคือ “หนูเอาผมนี้ไปคืนเขานะลูก เอาไปไว้ที่วัดฝังดินจุดธูปบอกเขาด้วย” “ทำ ทำไมแม่รู้ล่ะคะ?” “เมื่อกี้ลูกร้องกรี้ดเสียงดังจนแม่ตื่น คิดว่าคงฝันร้ายแน่ แม่เลยเอาพระกับฝ้ายมาใส่ให้ มีเสียงเคาะประตู แม่ดูที่บานเกล็ดเป็นผู้หญิงคนที่แม่เจอตอนหนูกลับมา พอไปเปิดประตู เขาบอกว่า น้าช่วยบอกลูกสาวให้เอาผมหนูไปคืนด้วย หนูรักผมมาก เอาไปไว้ที่วัดฝังดินไว้” “เจ้าของผมเขามาทวงคืนเหรอคะแม่?” “แม่กำลังจะถามต่อแต่เขาเอียงหัวลงแล้วเดินลากขาไปค่อยๆหายไปกับตาแม่เลย” น้องปิ่นเลยตัดสินใจเอาผมนั้นไปที่วัดกับแม่ เอาไปฝังดินและทำบุญสังฆทานให้เธอด้วย..#ดีนะคุณภรรยาผมเธอผมยาวแล้วไม่ได้ต่อมีแต่ใช้ผมไปต่อดอกทองให้…แหะๆ…เรื่องมีเท่านี้ครับ…..…

ผีรอบดึก

ผีรอบดึก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีรอบดึก
ผีรอบดึก

ผีรอบดึก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เป็นเมื่ออาทิตย์ก่อนผมทำงานเข้าเวรเช้าประมาณวันพุธหรือพฤหัสมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างรั้วโรงงาน เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่แกสติไม่ค่อยดีแล้วแกจะชอบเดินหาเก็บขยะตามถนนไปขาย มีขวดพลาสติกขวดแก้วใส่ถังที่ถือประจำ วันเกิดเหตุเป็นแกมาเก็บของอยู่เกาะกลางถนนไม่ทราบว่าล้มหรือหน้ามืดยังไง รถบรรทุกเหยียบหัวเหลว ตายคาที่ เวลานี้ผมคุยโทรศัพท์กับแม่เสร็จพอดิบพอดี ได้ยินเสียงกรีดเลยเดินไปดู ภาพที่เห็นเป็นศพแกเละหัวสมองกระจายเต็มถนน ข้างตัวแกมีถังใส่ขวดกลิ้งอยู่ข้างๆได้แต่ว่าถอนหายใจแล้วกลับเข้าไปทำงานต่อ กระทั่งเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาผมเข้าเวรดึกเลยออกมาหาอะไรกินตอนพัก ได้ข้าวผัดหมูกับลูกชิ้นนึ่งสองไม้ มานั่งตรงม้าหินอ่อนข้างรั้ว หูก็แทงสมอลล์ทอล์คฟังเรื่องผีจากช่องๆหนึ่ง กำลังจะคดข้าวกินได้ยินเสียงแทรกมาในหูฟัง เสียงแหบพร่าพูดว่า “หิวววว! หิววว! ทรมานเหลือเกิน” ผมเลยเอาโทรศัพท์มาดูมันก็ไม่ได้ตัดขึ้นเรื่องเล่าอย่างเดิม “มึงมีอะไรกินบ้าง แบ่งกูหน่อย!” เอาหูฟังออกคราวนี้เสียงมันจากข้างหลังตรงรั้ว “หิววว! ทรมาน มีบุญไหมเราขอหน่อยสิ!” ตัดสินใจหันกลับข้างหลังไปดู ภาพที่เห็นเป็น ผู้ชายคนหนึ่งไม่มีหัวเอามือเกี่ยวถังไว้อีกมือยื่นมาจะให้ถึงตัวผม สตั๊นท์ไปประมาณสิบวินาทีช้อนถึงกลับหลุดมือ พอดีมีคนเดินมาน้องมาถามคำถามว่าพี่เป็นอะไรหน้าเสียเชียว บอกน้องว่าไม่เป็นอะไรค่อยๆหันกลับไปมองที่รั้วอีกครั้ง ปรากฏว่าร่างนั้นหายไปแล้ว เลยรีบลุกไปทันทีไปกินต่อในโรงอาหารแทน ว่าจะมาฟังเรื่องผีกินข้าวมืดๆเอาฟีล ดันเจอของจริงเสียนี่.…