เดือน: มีนาคม 2020

ผีรอบดึก

ผีหัวขาด เรื่องเล่าสยองขวัญ

ผีหัวขาด

ผีหัวขาด

เรื่องเล่าสยองขวัญ ผีหัวขาด

เรื่องมีอยู่ว่า….

ผมเป็นคนชนบท บ้านอยู่อำเภอเขาค้อ เมื่อประมาณปี 2535 ได้เข้ามาเรียนในจังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ถ้าเทียบกับจังหวัดเพชบูรณ์ที่ผมเกิดโดยปกติแล้วผมเป็นคนที่ชอบในเรื่องวิทยาศาสตร์ เชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์ ไม่กลัวผี ถึงแม้ในขณะเป็นเด็กนักเรียนมัธยม จะเข้าเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นประจำก็ตาม แต่ก็ไม่เคยกลัวผี ประกอบกับพระอาจารย์ที่เคยสอน

ในขณะนั้นก็เป็นสายฮา เหมือนกับพระพยอม กัลยาโน ที่ไม่สอนเรื่องผีเลย สอนแต่เรื่องคุณธรรมและตลกสนุกสนานซะมากกว่า และเมื่อเข้ามาเรียนในเมืองใหญ่ นักเรียนชาวบ้านชนบทซึ่งมีอาชีพเกษตรกรรมโดยทั่วไปก็ต้องหาจ๊อบพิเศษเพื่อให้มีรายได้พอที่จะใช้จ่ายเพื่อไม่ให้รบกวนทางบ้าน

มากนัก โดยในตอนแรกๆ ก็ทำงานบัญชีให้กับสถานประกอบการที่เป็นผับ และร้านคาราโอเกะอยู่ประมาณ 3 ปี ซึ่งทางกลับหอพักจะเดินผ่านส่วนที่เป็นลานประหารชีวิตเก่าในสมัยอยุธยา หรือที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า ตะแลงแกงเป็นประจำ ซึ่งจะบอกว่าผมก็ไม่เคยเจออะไรเลยนอกจากสาวๆ เพราะแถวนั้นส่วนใหญ่กลายเป็นหอพักนักเรียน นักศึกษาหญิง แทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ก็ไม่ได้น่ากลัว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้สว่างไสว เหมือนในปัจจุบันนี้ก็ตาม ผมก็ไม่เคยเจออะไรเลย แถมยังท้าทายว่า ถ้าเจอผีจะขอหวยให้รวยไปเลย

จนกระทั่งในปี 2539 ผมได้เรียนจบ ปวช.แล้ว และได้เรียนต่อ ปวส.ในสาขาคอมพิวเตอร์ จึงได้หางานทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จนได้ไปทำงานให้กับร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นเป็นร้านที่ทันสมัยมาก เป็นร้านอินเตอร์เน็ตแห่งแรกในจังหวัดพิษณุโลก และผมก็ทำงานทุกอย่างของร้านเพราะมีพนักงาน 3 คน ทางร้านไม่ได้ทำแค่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่อย่างเดียว แต่ยังทำงานพิมพ์ งานกราฟิคส์ และจำหน่ายติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ผมจึงทำเป็นทุกอย่างเพราะชอบเรื่อง

คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตัวร้านนั้นเป็นตึก4ชั้น ชั้นล่างแบ่งเป็นสัดส่วนระหว่างส่วนที่เป็นอินเตอร์เน็ต 40 เครื่อง และกั้นกันอีกฟากเป็นที่ทำงานของเพื่อนที่ทำกราฟิคส์ซึ่งดูทันสมัยมาก ชั้นถัดขึ้นไปเป็นเป็นชั้นที่เอาไว้พักผ่อนดูทีวีของพนักงาน ซึ่งทุกคนพักอยู่ที่ในตึกนี้กันทุกคน รวมทั้งผมด้วย เพื่อนสองคนที่ทำงานกราฟิคส์อยู่ด้วยกันชั้นที่3 ส่วนผมอยู่ชั้น4 คนเดียว และแน่นอน ในตอนนั้น ผมก็ยังไม่เชื่อเรื่องผีอยู่ดี แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ผมไม่เคยลืมเลยในชีวิตนี้ วันนั้นหลังจากกลับจากเรียนแล้ว ผมก็มาพัฒนาระบบงานร้านอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างปกติ โดยเจ้าของร้านซึ่งเป็นนักประดิษฐ์ตัวยง ได้ทำเครื่องตั้งเวลาเปิดปิดระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ร้านอื่นที่เราไปติดตั้งให้ โดยผมรับหน้าที่เขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของตัวคอนโทรลเลอร์ ในวันนั้นด้วยความเหนื่อยล้าจากการเรียนและเริ่มดึกแล้ว เพื่อนก็ขึ้นไปนอนกันหมดแล้ว ด้วยความเหนื่อยและซวยสุดๆทำให้เมื่อเขียนโปรแกรมอยู่เผลอหลับโดยที่เปิดฝากล่องคอนโทรลไว้ มือฟาดไปโดนอุปกรณ์ทำให้ไฟฟ้าช็อตอย่างจัง ตัวร่วงลงไปกองกับพื้นรู้สึกเหมือนตัวเองจะตายให้ได้ ทำอะไรก็ทำไม่ได้ ดิ้นไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่ก็คิดว่ายังรู้สึกตัว แต่ช่วงจังหวะแรกเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวหมดเลยในใจก็คิดว่าตัวเองตายแล้ว หรือว่ายังไม่ตายวะ จะร้องให้ใครมาช่วยก็ไม่มีแรงขยับปากประตูร้านก็ยังเปิดอยู่แต่ก็ไม่มีใครผ่านไปผ่านมาเลย ผมทำได้แค่นอนนิ่งๆ นานพอสมควรจนเริ่มขยับตัวได้และในความรู้สึกนั้นรู้สึกดีใจมากที่ตัวเองไม่ตายและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์หลอนๆ ของผมเลย

ในอีกสามวันต่อจากเรื่องในวันนั้น ผมก็ยังเขียนโปรแกรมควบคุมเครื่องตัวเก่านี่แหละอยู่เหมือนเดิมซึ่งก็ไกล้จะเสร็จแล้ว รวมทั้งจู่ๆก็ได้ยินเสียงทีวีข้างบนเปิดขึ้น ผมก็นึกว่าเพื่อนลงมาเปิดทีวีดูเนื่องจากว่าเมื่อวานนี้ดูรายการสารคดีค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่งเราสนใจกัน ประกอบกับเริ่มดึกมากแล้วเลยกลัวว่าจะหลับแล้วไฟดูดอีก เลยปิดเครื่องแล้วจะขึ้นไปดูโทรทัศน์กับเพื่อน ปรากฎว่า เมื่อผ่านช่วงบันไดขึ้นไปในชั้นที่เกือบจะสุด ก็หันไปจะคุยกับเพื่อน ปรากฎว่าภาพที่มองเห็นไม่ใช้เพื่อน(พิมพ์ถึงในตอนนี้ขนลุกเลย) เมื่อผมหันไปมองดูปรากฎว่าเป็นลักษณุผู้ชายผิวดำคล้ำ หุ่นล่ำสันมาก นุ่งผ้าขาวม้า แต่ไม่มีหัว (ขนลุกอีกครั้ง) ผมเห็นอย่างเห็นได้ชัดเพราะชั้นนี้ไฟสว่างอยู่ ไม่ได้มึด ด้วยความตกใจ ผมโดดลงมาจากบันไดแล้ววิ่งออกไปนั่งช็อคอยู่หน้าร้านค้านั่งอยู่จนรุ่งเช้า กระทั่งพระเดินบิณฑบาตรผ่านมากถึงรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไร วันนั้นผมไม่อาจจะไปเรียนได้เลย และจากนั้นก็ซักถามคนแถบนั้นได้เรื่องว่า ตัวตึกนี้แต่ก่อนเป็นบ้านของคนมั่งมีเก่าโบราณ แต่ก็ไม่เคยรู้อะไรมากเท่าไรนัก เมื่อเจ้าของร้านมาผมก็เลยเล่านี้ให้ฟัง เพื่อนฝูงๆที่อยู่ร่วมกันก็พูดว่าพบเรื่องแปลกๆกันทุกคน แต่ว่าไม่พบจังๆแบบผม เถ้าแก่ก็เลยได้ทำบุญบ้านครั้งใหญ่เพื่อเป็นการอุทิตส่วนบุญส่วนกุศลให้วิญญาณต่างๆรวมทั้งผมก็ได้ย้ายไปเช่าบ้านอื่นอยู่ มาดำเนินการแค่เวลาบ่ายถึง สี่ทุ่ม ก็กลับ ไม่นอนอยู่สถานที่สำหรับทำงานอีกเลย จบแล้วขอรับ เป็นยังงัยบ้างครับผมท่านคนอ่าน ประเด็นนี้ผมไปเล่าให้ผู้ใดกันแน่ฟังก็มีแม้กระนั้นคนแซวผมว่าไหนว่าจะขอลอตเตอรี่ให้วะ มองไม่เห็นถามเลขให้บ้างเลย อะไรอย่างงี้ตลอดเลยครับผม รวมทั้งเรื่องสยดสยองหลอนๆของผมนั้น มีต่อจากนี้เรื่อยแล้วหากว่างเมื่อใด จะมาเล่าให้ทุกคนฟังในโอกาสถัดไปนะครับ รับรองหลอนกว่านี้อีก…

พรานป่าเกาะร้าง

พรานป่าเกาะร้าง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

พรานป่าเกาะร้าง

พรานป่าเกาะร้าง

พรานป่าเกาะร้าง  ตอน ขัดห้างบนบ้านปอบ..
นิยายผี พจญถัย คล้ายเพชรพระอุมา ครบรส เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่จะต้องออก ทำวิทยานิพนธ์ และก็พวกเขาอยากเป็น ยูทูปเบอร์ จนทำให้หลุดหลงเข้าไปในเกาะนึง กับ อาถรรพณ์ป่า ดงพงไพร การเสี่ยงภัยที่กําลังจะเริ่ม ที่บุกป่าฝ่าดงป่าเขาลำเนาไพร พบเห็นกับสิ่งเหนือธรรมชาติมากมาย รวมทั้งการเอาตัวรอดของคนพวกนี้ในป่า ภูตผีปีศาจที่มา อย่างครบถ้วน กระสือ ปอบ กระหัง จำเป็นต้องรับชมการเอาตัวรอดในป่า

ผีหอพัก

ผีหอพัก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีหอพัก

ผีหอพัก

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีหอพัก

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์จริงสุด สยดสยอง ที่เคยเป็นข่าวหน้า 1 เมื่อนานมาแล้ว.. กอล์ฟเป็นนิสิตชั้นปี 4 ที่ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในหอเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี หอพักนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น แล้วก็กอล์ฟอยู่ที่ชั้น 4 ห้อง 407

กอล์ฟเล่าว่า.. ทุกเย็นวันพุธ และก็วันศุกร์ ผมจะไปเตะบอลกับเพื่อนข้างหลังเลิกเรียนเสมอ รวมทั้งวันหนึ่งภายหลังเตะบอล รวมทั้งกินข้าวกับสหายเสร็จ เป้ เพื่อนซี้ของผมก็มานอนด้วยที่ห้อง ในคืนนั้นเอง ประมาณตีสอง ผมหลับไปแล้ว แต่ว่าก็จะต้องตื่นมา เนื่องจากได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวดังมาจากส้วม ช่วงแรกก็ประหลาดใจว่าเพราะอะไร ไอ้เป้ถึงมาอาบน้ำเวลาดึกดื่นๆแต่ว่าเมื่อยืนขึ้นมา เป้กลับยังคงนอนอยู่ด้านข้างผม รวมทั้งเสียงน้ำก็เบาๆหยุดลง.. ผมตกลงใจปลุกไอ้เป้ขึ้นมา รวมทั้งเล่าให้ฟัง และก็พวกเราทั้งสองก็ไปที่ห้องอาบน้ำ แม้กระนั้นก็ไม่มีอะไร เวลานี้รู้เรื่องว่าอาจเป็นแรงกดดันน้ำเปลี่ยนไปจากปกติ หรืออะไรสักอย่าง

ผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์.. ผมกลับมาที่ห้องดึกดื่น เพราะว่าจำเป็นต้องจัดเตรียมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย รวมทั้งผมก็ตัวเลอะเทอะมากมาย รวมทั้งอ่อนล้าอย่างมาก ก็เลยตรงเข้าห้องน้ำอาบน้ำในทันที ธรรมดาผมจะเป็นคนก้มหน้าสระผม ระหว่างสระผม ผมได้กลิ่นหอมของยาสระผม ปนกับกลิ่นเหม็นๆเป็นช่วงๆก็แปลกใจว่ากลิ่นอะไร ก็เลยทดลองมองไปที่ท่อระบายน้ำที่พื้น ผมเห็นเส้นผมยาวจำนวนหนึ่ง ซึ่งแปลกมากเพราะผมไม่เคยพาผู้หญิงผมยาวเข้ามาเลย

คืนนั้น ผมนอนคนเดียว และเวลาตีสองผมก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเสียงน้ำจากฝักบัว ตอนนั้นผมเริ่มใจคอไม่ดี จากนั้นไม่นานมันก็ค่อยๆ หยุดไปเองเหมือนครั้งก่อน ผมจึงลุกไปเปิดประตูห้องน้ำ แต่ครั้งนี้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงมากๆ ผมรีบปิดประตู และออกจากห้องลงไปข้างล่าง

ที่ชั้น 1 ผมเห็นรถตำรวจ และรถร่วมกตัญญูมากมายจอดอยู่ ผมถามคนแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น มีชายคนนึงบอกว่าเค้าขึ้นไปดาดฟ้ากัน ผมจึงตามขึ้นไป สิ่งที่ผมเห็นคือ.. เจ้าหน้าที่กำลังเปิดแท๊งค์น้ำ เพื่อนำศพขึ้นอืด กลิ่นโชยตลบ ของหญิงสาวคนหนึ่งออกมา.. ผม และเพื่อนบ้านในหอพัก ถึงกับอาเจียรออกมาทันที เมื่อนึกว่าที่ผ่านมา เราใช้น้ำที่แช่ศพเน่าอยู่ในแท๊งค์..

ภายหลังตำรวจสืบคดีรู้เรื่องว่า หญิงผู้นี้อาศัยอยู่ที่หอพักนี้ แล้วก็ถูกฆ่าตายอำพราง โดยใช้ของแข็งทุบหัว รวมทั้งรัดคอ ก่อนนำศพห่อหุ้มด้วยถุงสีดำหมกในถังใส่น้ำขนาด 2,000 ลิตร บนดาดฟ้าของหอพัก

ต่อไปผมได้ย้ายออกจากที่นี่ และก็ได้คิดถึงเรื่องแปลกที่เกิดขึ้น.. บางทีก็อาจจะเป็นด้วยเหตุว่าวิญญาณของเธอคนนั้นต้องการจะบอกอะไรผมก็เป็นได้..…

ปากพาซวย!!

ปากพาซวย!! เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ปากพาซวย!!

ปากพาซวย!!

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ปากพาซวย!! 

คนขับรถส่งต่อของโรงพยาบาลมีหน้าที่ขับรถส่งคนป่วยไปยังอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งก็ชอบมีเรื่องหลอนๆเกิดขึ้นเสมอ ดังคราวนี้ ที่คนขับจำต้องไปส่งคนป่วยที่บาดเจ็บสาหัส โดยระยะทางค่อนข้างไกล พอไปถึงก็ส่งให้อีกโรงพยาบาลนึงดูแล ซึ่งเวลาผ่านไปประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง คนขับก็ได้รับโทรศัพท์ว่าให้ไปรับศพของคนไข้คนเดิมกลับมา ตอนนั้นเค้าก็เพิ่งจอดรถได้ไม่นาน เลยสบถออกมาว่า “เพราะอะไรรีบตายจังวะเนี่ย ตายพรุ่งนี้เช้าก็มิได้” พอไปรับศพ เที่ยวกลับจู่ๆก็มองเห็นชายคนนึงเดินอยู่ริมทาง ถึงแม้ว่าในเวลานั้นก็แทบจะตี 3 แล้ว แต่ว่าก็มิได้คิดอะไร พอเพียงขับไปสัก 10 นาทีก็มองเห็นเสมือนชายคนเดิมเดินอยู่ริมทาง เวลานี้เริ่มใจไม่ดีเลยเหยียบคันเร่งด้วยเหตุว่าต้องการไปถึงไวๆแต่ว่าก็จะต้องเหยียบเบรกทันควัน เพราะว่าด้านหน้าเป็นผู้ชายคนนั้น ที่ยืนชี้มาที่รถยนต์และก็พูดเสียงดังว่า “ด่า กู ทำ ไม!!” เวลานี้ก็เข้าใจแล้วว่านั่นเป็นคุณลุงที่นอนอยู่ข้างหลังรถ ก็เลยรีบเหยียบคันเร่งหนี ระหว่างนั้นก็มีเสียงตี ตีดังอยู่ที่ข้างหลังรถยนต์ตลอดทาง กระทั่งรถยนต์แทบจะชน เค้าก็ได้ขออภัยทุกสิ่งวิญญาณที่ได้ล่วงเกิน จนไม่เกิดเหตุร้ายขึ้น…

ผีโพงเพื่อนรัก

ผีโพงเพื่อนรัก เรื่องราวน่ากลัว..คลิป

ผีโพงเพื่อนรัก เรื่องราวน่ากลัว..คลิป

ผีโพงเพื่อนรัก

เล่าผีโพง ผีเขตแดนทางภาคเหนือ
เคยคิดมั้ยว่า ถ้าหากเรารู้ว่า คนใกล้ตัว เรา
เป็นผี…

พวกเราจำทำอย่างไร
จะต้องจัดแจงกับเหตุการณ์และก็ความรู้สึกนี้
เช่นไร…

เรื่องเล่าผีๆ

เรื่องเล่าผีๆ ผีป้าน้อยเฮี้ยน

เรื่องเล่าผีๆ

เรื่องเล่าผีๆ

“ผีป้าน้อยเฮี้ยน” เรื่องเล่าผีๆ

เมื่อผู้ที่เข้ามาอยู่บ้านต่อไม่ยอมทำมาหากินผีก็เลยออกมาสอน
เรื่องเล่าของ ผีป้าน้อย อายุได้50ปีเป็นคนอ้วนอยู่แต่ว่ากับบ้านไม่ค่อยได้ทำงาน
เนื่องจากว่าสามีทำงานมีเงินเดือน เมื่อก่อนก็พอมีอยู่แม้กระนั้นเพียงพอมีลูกคนแรกที่เพียงพอคลอดออกมาแล้วตาย
ก็อ้วนขึ้นๆและก็ไม่มีลูกอีกเลย ก่อนตายไปทราบว่าสามีมีภรรยาอีกคนรวมทั้งแอบมีลูกสาวร่วมกัน
พอเพียงแกทราบก็เศร้าใจมากหาทางออกมิได้ กินยาฆ่าตัวตาย

ส่วนบ้านที่แกอยู่ก็ถูกปิดตายด้วยเหตุว่าสามีแกย้ายไปอยู่กับเมียอีกคน
บ้านก็ถูกทิ้งร้างไว้นาน พอดิบพอดีมีพี่คนหนึ่งเดือนร้อนไม่มีที่อยู่ ก็เลยเข้าไปขออยู่
เพราะเหตุว่าสามีที่ย้ายไปก็ยังไม่ได้ต้องการบ้าน หรือเอาไปทำอะไร
ไอ้พี่คนนี้ก็เลยได้อยู่บ้านป้าน้อยต่อ ในขณะที่ก่อน ป้าน้อยตาย ไอ้พี่คนนี้ก็ยืมเงินป้า
แกไว้3หมื่นแต่ก็ยังไม่ได้คืนกล่าวถึงว่าขาดเงิน พอมาอยู่ต่อก็ยังไม่หาเลี้ยงชีพอีก
ป้าน้อยแกเลยมาเข้าฝันมาหลอก ให้ไปพบเงินทำเอาเงินที่เคยยืมไปใช้คืนแก
ตัวพี่แกเองขาดเงิน ไม่มีงานทำ ตอนเมาก็เลยไปด่าทอผีป้าน้อย
คืนนั้นเองผีป้าน้อยมาหลอก มาบีบคอ เล่นเอาเกือบตายพี่แกวิ่งหนีออกมาจากบ้าน
ไปอยู่บ้านแม่เลย จากนั้นผีป้าน้อยแกก็เฮี้ยน ค่อยหลอกตลอด
กระทั่งพี่เอ็งจำต้องไปดำเนินงานหารายได้มาทำบุญทำทานชดเชยให้ ผีป้าน้อยก็เลยสงบลง
จากนั้นพี่แกก็มีการมีงานทำต่อไปด้วยดี

แหล่งที่มา shock.mthai.com

บ้านหญิงม่าย

บ้านหญิงม่าย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

บ้านหญิงม่าย

บ้านหญิงม่าย

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน บ้านหญิงม่าย

สมัยที่ผมยังเป็นเด็กประมาณ ป.5 ปู่ผมมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง มันชื่อว่าไอ้ด่าง ลักษณะของมันคือจะมีขนสีดำสลับกับสีขาวเป็นดวงๆ ตามตัว ปรกติแล้ว ไอ้ด่าง มันเป็นแมวที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน มันชอบเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย ไปบ้านโน้นออกบ้านนี้ บางวันถ้าโชคดีมันก็จะได้กินข้าวฟรีจากเพื่อนบ้านของผม มันจะกลับมาอีกทีก็ประมาณช่วงเย็นหรือไม่ก็ช่วงที่มันหิว มันก็จะมาทำหน้าอ้อนใส่ปู่ของผม ปู่ผมแกก็มักจะเอาข้าวคลุกปลาทูมาให้มันกิน เพราะสมัยนั้นการซื้ออาหารแมวค่อนข้างมีราคาสูงพอสมควร อีกอย่างคือแมวบ้านนอกบ้านนาก็มักจะไม่ค่อยกินอาหารเม็ด
แต่แล้ววันหนึ่งไอ้ด่างมันก็หายไปแบบไร้วี่แวว ปู่ได้ยินเช่นนั้นจึงออกไปตามหามัน แต่ทว่าก็ไม่มีร่องรอยอะไรที่จะบอกว่ามันไปทางไหน เวลาได้ล่วงเลยไปเป็นวันที่สอง ปู่ของผมได้ข่าวมาจากป้าสมร ป้าที่อาศัยอยู่ข้างบ้านของบ้านปู่ผม ป้าแกบอกว่าไอ้ด่างมันไปเดินดุ่มๆ อยู่ในแถวบ้านล้างท้ายซอย บ้านหลังนั้นเคยเป็นที่อยู่อาศัยของหญิงม่ายคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ทราบเพราะเหตุใดผู้หญิงคนนั้นได้ล้มป่วยและเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ป้าสมรแกยังบอกอีกว่า เห็นไอ้ด่างมันยืนจ้องอะไรบางอย่าง ทั้งๆ ที่ในบ้านนั้นไม่มีคนเลยแม้แต่น้อย
ปู่ผมด้วยความรักและหวงแมว แกจึงเดินไปตามหาแมวคนเดียว ด้วยความที่ปู่ผมเป็นคนใจกล้าและไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แกพกไม้กันหมาไปหนึ่งอันและตรงไปยังบ้านของหญิงม่ายคนนั้น ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แน่นอนว่าแกก็ต้องพกไฟฉายส่องทางไป
เมื่อปู่ถึงบ้านปู่แกก็รู้สึกประหลาดใจกับตัวบ้านที่มีรูปทรงแปลกๆ มันคงจะเคยเป็นบ้านสองชั้รมาก่อนแล้วเจ้าของคงจะต่อเติมห้องข้างล่าง ส่วนที่ต่อออกมานั้นเป็นบ้านชั้นเดียว หลังคาลาดเอียงจากใต้หน้าต่างชั้นบนของตัวบ้านเดิม บ้านหลังนี้ถูกปล่อยร้างมาสองสามปีคงจะได้ ตั้งแต่ที่หญิงม่ายเข้าโรงพยาบาลไปก็ไม่มีใครมาเช่าต่อ ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของหล่อนนับตั้งแต่นั้นมา ตอนนี้สภาพบ้านรกร้างและวังเวงเป็นอย่างมาก
ปรกติแล้วจะไม่ค่อยมีคนเดินผ่านตรงบริเวณนี้เสียเท่าไหร่ เพราะมันสุดซอยและทางตัน เมื่อปู่ผมถึงประตูรั้วของบ้านก็พยายามสอดส่องเข้าไปในบ้าน ดูเหมือนว่าจะไม่มีวี่แววอะไร
“มีใครอยู่มั้ย?” ปู่ผมตะโกนถาม แต่กลับไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบงันเท่านั้น
ปู่ผมพยายามอีกครั้งที่จะสอดส่ายสายตาเข้าไปในชายคาบ้าน จนกระทั่งสายตาของปู่ไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง ใช่แล้ว ไอ้ด่างกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าบ้าน มันจ้องมองเข้าไปในบ้านของหญิงม่ายอย่างไม่คลาดสายตา
“ด่างเอ๊ย! กลับบ้านเร็วลูก!” ปู่ผมตะโกนเรียกมัน แต่เจ้าด่างกลับนั่งอยู่ที่เดิม
ปู่ผมเห็นว่าไม่ได้การแล้วจึงถือวิสาสะเข้าไปในบ้านของหญิงม่าย แกคิดว่าบ้านร้างขนาดนี้หญิงม่ายคงไปพักรักษาตัวที่บ้านเก่าของหล่อนก็เป็นได้ ตัวหญิงม่ายนั้นไม่ใช่คนที่นี่ ภูมิลำเนาเดิมของหล่อนมาจากภาคอีสาน ปู่ผมดันประตูรั้วอย่างง่ายดายก่อนที่จะแหวกพงหญ้ารกทึบสูงเท่าเข่าเข้าไป
ตอนนี้ตะวันเริ่มตกดิน แสงอาทิตย์เริ่มสลัวจนหายไป ความมืดเข้ามาครอบคลุมหมู่บ้านแห่งนี้ เสียงจั๊กจั่นและแมลงกลางคืนได้เริ่มบรรเลงเสียงร้อง เมื่อปู่ผมเริ่มมองไม่เห็น แกจึงเปิดไฟฉายเพื่อส่องทาง ใจหนึ่งแกก็กลัวจะโดนงูกัดเพราะหญ้ารกทึบเหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลาน
ปู่ผมเดินไปอุ้มเจ้าด่างเพื่อกลับบ้าน ในตอนนั้นเอง! แสงไฟของปู่ก็ส่องเข้าไปในบ้านร้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ แสงไฟส่องให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอใส่ชุดเดรสยาวสีดำ ท่าทางการยืนของเธอเหมือนจะงอหลังเหมือนคนป่วย ผมของเธอยาวสลายปิดใบหน้า เธอยืนห่างจากประตูบ้านที่ตอนนี้เหลือเพียงบานประตูประมาณสามถึงสี่ก้าว ปู่ของผมชาไปทั้งตัว แกพูดไม่ออก ยืนตัวแข็งเป็นหุ่นอยู่ได้สักชั่วครู่ก่อนที่แกจะเผ่นออกมาจากบ้านหลังนั้นโดยเร็วที่สุด
วันต่อมาปู่ผมก็เดินทางไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อจะถามถึงเรื่องของหญิงม่ายท้ายซอย คำตอบที่ได้จากผู้ใหญ่บ้านเป็นประโยคที่ไม่ยาว แต่ทำให้ปู่ของผมเสียวสันหลังวูบ
“หล่อนน่ะเสียไปตั้งแต่สองสามปีที่แล้วแล้ว หลังจากหล่อนเข้าโรงบาลหล่อนก็เสีย”
นับตั้งแต่นั้นปู่ผมก็ไม่เคยคิดที่จะเดินไปบ้านหญิงม่ายท้ายซอยอีกเลย ส่วนเจ้าด่างก็ยังคงเที่ยวเตร็ดเตร่ไปตามประสาแมว ปู่คิดว่ามันน่าจะหลงเข้าไปและที่มันนั่งจ้องก็อาจเป็นเพราะวิญญาณหญิงม่ายนั่นกำลังสื่อสารกับมันอยู่ ส่วนถ้ามันไปบ้านหลังนั้นอีก ปู่คงต้องรอให้มันกลับมาเอง ถ้ามันไม่กลับคงต้องพาเพื่อนไปสามสี่คน

แหล่งที่มา https://pantip.com/topic/39677876…

ผีเขมรที่เกาะกูด

ผีเขมรที่เกาะกูด เรื่องเล่าสยองขวัญ

ผีเขมรที่เกาะกูด

ผีเขมรที่เกาะกูด เรื่องเล่าสยองขวัญ

เรื่องมันเกิดขึ้นในปลายหน้าร้อนปีหนึ่ง ผีเขมรที่เกาะกูด เมื่อ บรรดา สจ๊วตรวมทั้งแอร์รุ่นเดียวกับผม นัดหมายรวมพลพรรคที่มีเวลาว่างตรงกันราวๆ 10 คน จัด ทริปท่องเที่ยว เกาะกูด โดยพักที่บ้านครึ่งหนึ่งอพาร์เม้นท์บนเกาะเล็กเกาะน้อยๆส่วนตัว ห่างออกมาจากชายแดนของประเทศเขมรไม่มากสักเท่าไรนัก

เนื่องจากว่าต้องการทำตัวเป็น ไฮโซติดดิน เราก็เลยทุลักทุเลเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครในเวลาบ่ายโดยรถประจำทางปรับอากาศของ บริษัท ขนส่ง จำกัด จากสถานีเอกมัย มาลงที่ตัวจังหวัดตราด แล้วต่อรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เพื่อต่อเรือไปยังเกาะบ้านพักอีกครั้ง ซึ่งกว่ากำลังจะถึงจุดมุ่งหมายก็เวลาค่ำ ทุกคนก็เลยเหนื่อยมาก ขนาดที่เรียกได้ว่าแทบคลานขึ้นที่พักกันเลย

ภายหลังเติมพลังงานด้วยข้าวเย็น ที่ผู้ครอบครองรีสอร์ทจัดแจงให้จนถึงอิ่มหนำแล้ว เราก็เลยออกเดินตรวจสอบที่พักแล้วก็รอบๆรอบๆ… มันมีลักษณะเสมือนโรงแรมริมทะเลแบบโบราณทั่ว ไป เป็น ยกพื้นสูงโดยประมาณ เมตรกว่าๆตัวบ้านทำด้วยไม้ มีหน้าต่างรอบๆ ทำให้อากาศระบายได้อย่างดีเยี่ยม ข้างหน้าเป็นทะเลสีครามกับสีฟ้าอ่อนของตัวบ้าน ข้างหลังแอบอิงกับเนินเขาลูกเล็กๆที่มีบรรดาพืชพันธุ์ต่างๆขึ้นแออัดกันอยู่เยอะแยะ เสียงสรรพสัตว์ต่างๆร้องเบาๆดังออกมาจากป่าละเมาะนั้น แต่ว่าเสียงหนึ่งที่ทำให้ผมขนลุกด้วยความกลัวปนขยะแขยงมากที่สุด เป็นเสียงของตุ๊กแกที่ไต่เยอะแยะอยู่ตามฝาผนังบ้าน

กลางทาง เราได้พบปะสนทนากับชาวบ้านที่มาทำงานที่โรงแรมที่นั้น ทุกคนต่างก็มีอัธยาศัยอันดี ละเว้นแม้กระนั้นพ่อแม่ลูกสามผู้ที่มองดูผมแล้วก็ซุบซิบกันด้วยท่าทางแปลกๆ…

คืนนั้น…เรานั่งครื้นเครง ตากลมขอบหาด จวบจนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปจนถึงเกือบจะเที่ยงคืน ก็เลยเดินกลับเข้าตัวบ้านเพื่อพัก เนื่องจากว่าสนิทกันมากมาย แต่ละคนก็เลยลากเอาที่นอนหมอนมุ้งมานอนรวมกันที่ห้องใหญ่ห้องเดียว ต่างคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน…

ครู่หนึ่งใหญ่ๆเสียงอึกทึกแล้วก็ค่อยๆลดระดับลงเป็นเสียงกระซิบกระซาบ รวมทั้งเงียบไปท้ายที่สุด แสงเดือนที่ส่องเข้ามาในห้องมองเห็นเป็นเงามัวลาง เสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆกอรปกับความอ่อนเพลียล้าจากการเดินทาง ทำให้ผมผล็อยหลับไปอย่างราบรื่น

เวลาจะผ่านไปนานเยอะแค่ไหนไม่เคยทราบ ผมตื่นขึ้นเมื่อได้ยินตุ๊กแกร้องระงมอยู่ด้านนอก เสียงโน่นทำให้จะต้องรีบดึงผ้าที่มีไว้ห่มขึ้นมาคลุมโปง เอามืออุดหูด้วยความรังเกียจกลัว…น่าประหลาดที่บรรดาเพื่อนฝูงๆยังคงนอนกันอย่างสบายอารมณ์ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ครู่หนึ่ง เสียงตุ๊กแกก็สงบลง แต่ว่าโอกาสนี้กลับมีเสียงของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นเบาๆผมบากบั่นฟังว่าพวกเขากำลังกล่าวอะไรกันอยู่ แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้เรื่องได้แม้กระทั้งคำเดียว…ราวเป็นภาษาเขมร

ผมเบาๆกลับตัวมองดูไปยังหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุของเสียง… ท่ามกลางความมืดดำมิดที่มีเพียงแค่แสงเดือนมัว…ภาพลางๆที่มองเห็นตรงหน้าเป็น ชายหญิงแล้วก็เด็กที่ผมเจอตอนเดินเที่ยวเมื่อตอนเวลาค่ำนั่นเอง…การคุยสะดุดหยุดลงโดยทันที เสมือนทราบว่ามีคนกำลังแอบฟังอยู่ ทั้งปวงหันมาจ้องดูมาที่ผมด้วยสายตาที่เย็นชา…

“อ้อ…พวกชาวบ้านที่ทำงานตรงนี้นั่นเอง” ผมนึกในใจพร้อมทั้งเอ่ยถามพวกเขาเบาๆด้วยเกรงว่าจะเป็นการก่อกวนเพื่อนที่นอนหลับอยู่

“มีอะไรหรือขอรับ…มาทำอะไรกันมืดค่ำๆดื่นๆแบบนี้…” เสียงของผมทำให้เพื่อนพ้องบางคนเริ่มขยับพลิกตัว…เมื่อเหลียวไปมองดูก็มองเห็นเงาตะคุ่มกำลังโงนเงนลุกขึ้นนั่ง

เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมละสายตาจากเค้าเหล่านั้น… ฉับพลันปรากฏภาพของเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ด้านนอกเมื่อสักครู่ มายืนอยู่ข้างหน้าประตูห้องนอน …ถือไม้ท่อนใหญ่ท่อนหนึ่งแกว่งไกวเล่นในมือ…ผมงงงันกับภาพข้างหน้า ไม่รู้เรื่องว่าเด็กนั่นแอบปีนป่ายเข้ามาในห้องเช่าของเราตั้งแต่เมื่อไร

โดยไม่คาดคิด…แกเริ่มออกวิ่งไปบริเวณห้อง กระโจนผ่านเพื่อนพ้องบางบุคคลที่ยังคงนอนขวางอยู่ พลางเอาไม้ที่ถืออยู่เคาะฝาผนังดังก๊อกน้ำๆๆๆพร้อมที่จะจัดส่งเสียงกรีด…มันดังโหยหวน จนกระทั่งผมจะต้องยกมือขึ้นปิดหู

ถึงในขณะนี้ เพื่อนๆผมก็ตื่นกันหมดแล้ว ทุกคนต่างยืนขึ้นนั่งแล้วมองหน้ากันด้วยความงงว่ากำเนิดอะไรขึ้น…ผมพยายามร้องห้าม แม้กระนั้นเด็กนรกโน่นไม่ยินยอมหยุด ยังคงวิ่งวุ่นวายเคาะผนังรอบห้องถัดไป ผมคิดไม่ออกก็เลยหันไปหาผัวเมียที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“พี่ๆช่วยมาเอาลูกออกไปหน่อยสินะครับ แก่นแก้วจริงๆ…” ผมกวักมือเรียกสองคนโน่น แต่ว่าน่าแปลกที่พวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจใยดี ว่าลูกตัวเองกำลังก่อกวนการพักผ่อนของเราอยู่
“คุยกับผู้ใดกันแน่ที่ใดอยู่หรอ แอนดี้…แล้วนี่เสียงอะไรน่ะ ผู้ใดร้อง…คนใดกันเคาะฝาผนังบ้าน” เสียงสั่นเครือๆของสหายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น พร้อมหันไปมองดูบริเวณอย่างหวาดๆเหมือนว่ามันมองไม่เห็นคนใดกันแน่อยู่เลย

“อ้าว…ก็เรียกให้บิดามารดาของเด็กนี่มาเอาลูกเค้าออกไปน่ะสิ…วิ่งเล่นอยู่ได้ ไม่หลับไม่นอน…”

ผมตอบอย่างเหลืออดเหลือทน ต่อจากนั้นก็ขยับเขยื้อนตัวลุกขึ้นยืน อาศัยแสงเดือน หาทางเดินไปยังแผง สวิทช์ไฟ แล้วกดปุ่มให้มันดำเนินการ…แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…ห้องทั้งยังห้องยังคงมืดสนิท

ท่ามกลางความมึนของเพื่อนฝูงๆผมกดปุ่มซ้ำแล้วซ้ำอีก แข่งขันกับเสียงกรีดแล้วก็เสียงเคาะฝาผนังของเด็กโน่น แรงกดดันปะทุขึ้นกระทั่งผมไม่อาจจะทนได้ ผมใช้นิ้วชนย้ำไปที่สวิทช์ไฟอีกหลายหน พร้อมตะเบ็งขึ้นอย่างเหลืออดเหลือทน

“ไอ้หนูหยุด…หยุดวิ่งปัจจุบันนี้…”

เมื่อสิ้นเสียงของผม แสงสว่างจากดวงไฟหลายดวงบนเพดานทันทีสว่างขึ้น เสียงอึกทึกและก็ภาพของเด็กน้อยคนนั้น กลับหายไปในพริบตา ห้องอีกทั้งห้องกลับไปสู่ความสงบเงียบอีกรอบ…ผมดูไปบริเวณมองเห็นบรรดาเพื่อนพ้องๆนั่งจับกลุ่มกันอยู่ด้วยความกลัว

ผมรีบสาวเท้าเดินไปที่หน้าต่างตรงหัวนอน เพื่อมองหาทั้งยังสามคนโน่น กลับไม่เจออะไรเลย…อดใจมองดูฝ่าความมืดมนออกไป มองเห็นเงาตะคุ่มกรุ๊ปหนึ่งเดินอยู่ตรงท่าเรือ พวกเขาหันมาดูที่ผมอีกที ด้วยแววตาเย็นชาเหมือนเคย และหลังจากนั้นก็ค่อยๆเดินห่างออกไป จนถึงลับสายตาสุดท้าย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมเดินลงไปดูตรงรอบๆที่มองเห็นผัวเมียเมื่อคืนนี้ (เดินไปคนเดียว เพื่อนคนอื่นกำลังวุ่นเก็บของหนีกลับจ.กรุงเทพฯ) พบว่ามีศาลเพียงตาตั้งอยู่สองข้างหลัง…เพราะอะไรนะ เมื่อวานนี้เราถึงไม่มีใครมองเห็นศาลนี้กันสักคน…ถามคนงานมองก็เลยรู้ดีว่ามันถูกทำให้ผัวเมียและก็ลูกชายที่นั่งเรือย้ายถิ่นมาจากเขมรเพื่อหนีการทำศึกเมื่อหลายปีล่วงมาแล้ว แต่ว่าโชคร้ายที่เรือมาตกต่ำน้ำตายหมดอีกทั้งครอบครัว แล้วก็ศพถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตรงรอบๆหาดหน้าบ้านหลังนี้

ที่น่าประหลาดก็คือ ไม่เคยมีใครเคยเจอวิญญาณพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้มาก่อน และไม่มีใครได้เจอพวกเขาอีกเลยภายหลังจากคืนนั้นครับ……