เดือน: มีนาคม 2020

ห้องนอนผีแขวนคอ

ห้องนอนผีแขวนคอ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ห้องนอนผีแขวนคอ

ห้องนอนผีแขวนคอ

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ห้องนอนผีแขวนคอ

เหตุการณ์นี้ผ่านมาสามปีกว่าแล้วล่ะค่ะ แต่รับรองว่าชาตินี้ทั้งชาติดิฉันไม่มีวันลืมแน่ มันเป็นเรื่องสยดสยองสุดๆ เลยเชียว
ตอนนั้นฉันอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 และเป็นเด็กกิจกรรมด้วยก็เลยมีเพื่อนฝูงเยอะแยะ แต่เพื่อนที่สนิทกันจริงๆ มีแค่ไม่กี่คนเอง หนึ่งในนั้นคือ “ปิ่น” ซึ่งคนอื่นอาจมองว่าหล่อนออกจะเพี้ยนๆ พิกล แต่สำหรับฉัน หล่อนเป็นเพื่อนที่ดีมาก มีน้ำใจและน่าสงสารด้วย เพราะปิ่นเพิ่งสูญเสียพี่สาวสุดที่รักไปได้ไม่นาน ด้วยสาเหตุที่น่าสลดใจมากเชียว
พี่ปูของปิ่นอายุเข้าเบญจเพสพอดีตอนที่เกิดเรื่องสยองขวัญ!
ถ้าครอบครัวของปิ่นจะมีใครสักคนที่เพี้ยน ก็คงเป็นพี่ปูนี่แหละ ไม่ใช่ปิ่นหรอก เพราะพี่ปูต้องไปหาหมอและต้องกินยาเป็นประจำ ห้ามหยุดเด็ดขาด

ปิ่นว่าหมอบอกพี่ปูเป็นโรคซึมเศร้า และเมื่อฟังอาการแล้วฉันคิดว่าเธอน่าจะเป็นโรคไบโพลาร์นะ คืออารมณ์แปรปรวน เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบสุดขั้ว คือเดี๋ยวก็เศร้า เครียด หดหู่ เดี๋ยวก็ร่าเริงสุดขีด นอกจากนั้นยังเป็นคนขี้ระแวงแบบไม่มีเหตุผล บางทีก็เดือดดาลพาลทะเลาะกับพ่อแม่อย่างรุนแรงแทบบ้านแตก

แต่ถึงกระนั้น พี่ปูก็ยังรักน้องปิ่นมาก ไม่แตะต้องหรือพูดจาอะไรให้เสียใจเลย!

อยู่มาวันหนึ่ง พี่ปู ผูกคอตาย ในห้องนอนของเธอเอง ไม่มีใครรู้จนบ่ายแก่ๆ แม่ต้องให้คนในบ้านมาช่วยกันงัดประตูเข้าไป แล้วก็พบพี่ปูผูกคออยู่ในตู้เสื้อผ้า ใบหน้าที่เคยสวยงามน่ารักกลับบวมพอง เขียวคล้ำ ดวงตาถลนออกมาและลิ้นสีดำจุกปากอย่างน่ากลัวที่สุด

“ตั้งแต่ฆ่าตัวตายไปวันนั้น พี่ปูก็สิงอยู่ในห้องตลอด ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ไม่เชื่อก็ลองเข้าไปสิ ห้องนั้นจะเย็นยะเยือก ทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว และเราก็ไม่ได้เปิดแอร์ด้วย” ปิ่นเล่าอย่างน่าขนหัวลุกให้ฟัง “แม่นิมนต์พระมาทำบุญบ้านแล้ว แต่ปิ่นว่าวิญญาณพี่ปูยังไม่สงบ พวกเราในบ้านไม่เคยถูกผีพี่ปูหลอก แต่คนในซอยที่เขาลือกันแซดว่าเห็นพี่ปูยืนอยู่ตรงหน้าต่าง”

เราที่นั่งล้อมวงกันฟังอยู่ต่างมองหน้ากันอย่างเสียวสยอง แต่ก็ยังมีคนบ้าๆ อย่างฉันนึกอยากลองของไปดูห้องนั้น ว่ามันจะเยือกเย็นอย่างประหลาดจริงอย่างที่ปิ่นโม้หรือเปล่า?

แล้ววันหนึ่งที่เราเลิกเรียนตอนบ่าย เราก็ไปที่บ้านของปิ่นกันโดยมีตัวฉันกับเพื่อนอีก 4 คน บอกตรงๆ ว่าตัวฉันเองน่ะนั่งขนลุกไปตลอดทาง

พอถึงบ้านปิ่น เราก็ไปสวัสดีคุณแม่ที่กำลังเตรียมทำกับข้าว จากนั้นปิ่นบอกคุณแม่ว่าจะพาเพื่อนๆ ไปคุยบนห้อง

ห้องของปิ่นติดกับห้องพี่ปู และที่หน้าห้องพี่ปูก็มีผ้ายันต์ปิดไว้ เห็นแล้วเสียวสันหลังวาบเลยค่ะ ปิ่นบอกให้เราเงียบๆ ขณะผลักประตูเข้าไป ลมเย็นกลิ่นหอมเอียนๆ เหมือนดอกไม้แห้งโชยวูบออกมา และเมื่อก้าวเข้าไปอยู่ในห้อง เราทุกคนก็รู้สึกเย็นแปลกๆ จริงๆ ด้วย

ขณะที่เพื่อนๆ กำลังซึมซับความเสียวสยอง ฉันก็มองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งตรงมุมห้อง ร่างเธอผอมบาง ผิวมืดๆ เป็นสีม่วงคล้ำทั้งตัว ผมยาวประบ่า สวมเสื้อยืดลึกลับที่ฉันแน่ใจว่าคือพี่ปู ลอยวูบเข้ามาหา มายืนอยู่ข้างหลัง…

ขณะที่ตกใจและช่วยตัวเองไม่ได้นั้น ฉันรู้สึกอึดอัดเหมือนมีอะไรมารัดคอไว้แน่นจนหายใจไม่เข้า และเอามือตะกุยที่ลำคอ

ในความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ นั้น เพื่อนๆ ร้องวี้ดว้ายชุลมุน ต่างตะโกนว่าผีเข้า…ผีเข้า! แม่ของปิ่นวิ่งโครมๆ ขึ้นบันไดมากับคนรับใช้ และเมื่อแม่ของปิ่นประคองฉันก็ปรากฏว่าฉันร้องไห้โฮ โดยมันไม่ใช่ตัวของฉันเลย!

ฉันร้องแบบคนหายใจไม่ออก และพร่ำขอโทษแม่ เสียงที่ออกมาจากลำคอของฉันก็ไม่ใช่เสียงตัวฉันเองสักหน่อย ฉันพูดและทำอาการกิริยาต่างๆ ตามที่วิญญาณพี่ปูให้ทำแทนเธอ…ฉันเป็นแค่หุ่นกระบอกที่มีผีพี่ปูคอยชักใย อยู่เบื้องหลัง…

พี่ปูพูดอะไรต่อมิอะไรมากมาย ฉันเหนื่อยเหลือเกิน แล้วสติก็ดับวูบ

เมื่อฟื้นอีกที ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านปิ่น แถวๆ ลาดพร้าวนั่นแหละ ไม่ต้องมีใครเล่าซ้ำฉันก็รู้ว่าตัวเองโดนผีเข้า เพราะตลอดเวลาของการเข้าสิงฉันรู้สึกตัวตลอด ซ้ำร้ายยังมองเห็นผีพี่ปูด้วย…นี่เองที่เรียกว่าผีเข้า! ผีพี่ปูไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างฉัน เธออยู่ใกล้และครอบงำฉันอย่างสมบูรณ์!

ดูเหมือนการเข้าสิงให้ฉันเป็นร่างทรงคราวนั้น จะทำให้เธอระบายความในใจจนหมดเปลือกและหายห่วง วิญญาณพี่ปูจึงไปสู่สุคติ ห้องนอนมรณะไม่เยือกเย็นอีกต่อไป และไม่มีใครเห็นผีพี่ปูอีกเลย

มีก็แต่ฉันและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นที่ยังผวาไม่หาย และกลัวผีอย่างฝังจิตฝังใจไปชั่วชีวิต!…

ผีไม่มีหัว

ผีไม่มีหัว เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีไม่มีหัว

ผีไม่มีหัว 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีไม่มีหัว

ตอนนั้นเป็นทหาร และต้องออกไปฝึกภาคสนาม
สถานที่ฝึกคือจังหวัด ลพบุรี บริเวณทุ่งทานตะวัน
เหตุการณ์ทุกอย่างก็ปกติดี จนเข้าวันที่ 3 ของการฝึก
คุณกฤชสังเกตุว่า หลายๆคนเงียบผิดปกติ
เหมือนกำลังปิดบังเรื่องราวอะไรสักอย่าง
เย็นของวันนั้น เป็นเวรของคุณกฤช ที่จะต้องเข้าไปรับเสบียง
แต่เพื่อนอีกคนอาสาไปแทน

หลังจากเพื่อนไปรับเสบียงกลับมา ดูหน้าตาตื่นๆ
ก็รู้สึกแปลกใจ ตอนนั้นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม
จากนั้นเมื่อถึงเวลา 3 ทุ่มก็เป็นเวลาที่ทุกคนต้องเข้านอน
และมีการจัดเวรยามกันตามปกติ
คุณกฤช ได้เวรในผลัดที่ 3 เป็นช่วงตี 1 ออกตี 3
การเข้าเวรจะเข้าเป็นคู่ คู่ละ 2 ชั่วโมง
คุณกฤชกับเพื่อนที่เข้าเวรด้วยกัน ตกลงกันว่า
จะเฝ้าเวรคนละ 1 ชั่วโมง เพื่อจะได้ผลัดกันนอน
คุณกฤชตกลงจะเฝ้าช่วงตี 1-ตี 2

ระหว่างนั่งเฝ้าเวร ก็ได้นึกย้อนไปถึงเมื่อช่วงเย็น
ว่าทำไมเหตุการณ์ดูแปลกๆ ผิดปกติ
หลายอย่าง เช่น ลมแรง อากาศครึ้มๆ มีฝนตก
ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่มีเลย
เวลานั้นคุณกฤชขึ้นไปนั่งบนรถทหาร เพื่อจะได้มองไปรอบๆได้
การเข้าเวรของทหาร จะมีการกำหนดโค๊ด ของแต่ละวัน
จะมีคำถาม และคำตอบ เพื่อไว้ทดสอบว่า
คนนั้น เป็นพวกเดียวกันหรือไม่
โค๊ดในวันนั้น ตั้งคำถามไว้ว่า เกียกกาย และคำตอบคือ อินทรี

ระหว่างที่เข้าเวร มีลมแรงมาก มากจนผ้าเต้นท์ปลิ้วหมด
คุณกฤชก็เดินไปเก็บพวกผ้าที่ปลิ้ว ช่วงที่กำลังเก็บ
ก็เหลือบตาไปเห็นทุ่งกระเจี๊ยบที่อยู่ถัดจากทุ่งทานตะวัน
เหมือนมีคนเดินอยู่ มีเสียงเดินแกร๊กๆ
ระยะห่างกันประมาณ 20 เมตร
ก็รู้สึกแปลกใจ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นคน

จากนั้นก็หยิบปืนขึ้นมา และเล็งไปทางคนที่กำลังเดิน
ตะโกนไปว่า เกียกกาย …ไม่มีเสียงตอบ
แต่คนคนนั้น หยุดเดิน จึงตะโกนด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
เกียกกาย…เขาไม่ตอบ แต่กลับเดินเข้ามาหา
คุณกฤชขึ้นลำปืน และถามเป็นครั้งสุดท้าย เกียกกาย..
ก็ไม่ตอบอีก และวิ่งเข้ามา จนถึงระยะ 10 เมตร
สิ่งที่คุณกฤชเห็น คือชาวบ้าน ใส่เสื้อยีนส์
กางเกงขาก๊วย รองเท้าแตะ รูปร่างดำ สูงประมาณ 180
แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เขาไม่มีหัว ….
ช่วงตั้งแต่คอขึ้นไป มีแต่รอยเลือด
คุณกฤชช็อค ตกใจมาก และร่างนั้น ก็ค่อยๆเลือนหายไป

สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ เข้าเวรไม่ไหวแล้ว
รู้สึกกลัวมาก เหลือเวลาที่ต้องเข้าเวรอีก 30 นาที
ก็เลยแอบหมุนเข็มนาฬิกา จาก 1.30 น.
ให้เป็นเวลา 2.00 น.เพื่อที่จะปลุกเพื่อน
ให้ลุกมาเฝ้าเวรแทน โดยไม่บอกอะไรเพื่อน

จนมาถึงเวลาเช้า จึงถามเพื่อนคนที่ไปเอาเสบียงแทน
ว่ามีอะไรรึเปล่า เขาก็เล่าให้ฟังว่า
รถเสบียงที่ออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด
ประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถจักรยานยนต์
คนขับรถจักรยานยนต์
ชนเข้ากับท้ายรถ จนหัวแบะ ตั้งแต่ช่วงคอ
หลุดหายไปเลย เป็นผู้ชาย รูปร่างแบบเดียว
กับสิ่งที่คุณกฤชเห็นเมื่อคืน
ตอนนั้นยังไม่เชื่อเพื่อน
เพราะคิดว่าเพื่อนอำเล่นรึเปล่า
ช่วงเย็นของอีกวัน คุณกฤชไปเอาเสบียงด้วยตัวเอง
และถามเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุ
จึงได้ทราบว่า เป็นเรื่องจริง ….…

ผีตายโหง

โค้ง 100 ศพ ผีตายโหง อ.นาทวี จ.สงขลา

ผีตายโหง
โค้ง 100 ศพ ผีตายโหง อ.นาทวี จ.สงขลา

ผีตายโหง / ชาวบ้านนาทวีต่างพากันผวา โค้ง 100 ศพ นิมนต์พระขจัดส่งวิญญาณ ตามความเชื่อกลัวมีตัวคงที่แทน ประชาชนในพื้นที่บ้านเคลียง ตำบลทุ่งนาทวี อำเภอที่นาทวี จังหวัดจังหวัดสงขลา รวมตัวกันทำบุญบริเวณ โค้ง 100 ศพ บริเวณ ถนนเพชรเกษม ช่วงระหว่างนาทวี โคกโพธิ์

โดยพิธีการดังกล่าวเริ่มราวๆเที่ยงคืน กลุ่มชาวบ้านและก็เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้นิมนต์พระเกจิโด่งดังของภาคใต้ พระสามตา เจ้าอาวาสวัดที่นาทวี แล้วก็นิมนต์เจ้าอาวาสจากอีก 8 วัด มาสวดขอร้องผีตาย โหงดวงวิญญาณ อย่าได้หาตัวตายตัวแทนอีกเลย

สืบเนื่องจากโค้งดังกล่าว ชาวบ้านเรียกว่าโค้ง 100 ศพ ซึ่งมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตจากจุดเกิดเหตุนี้ครั้งเดียวมากสุดถึง 13 ศพ ล่าสุดอีก 3 ศพที่มาเกิดอุบัติเหตุจากโค้ง 100 ศพนี้ ชาวบ้านในพื้นที่จึงได้นิมนต์พระมาทำพิธีส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตจากโค้งนี้เพื่อให้ไปผุดไปเกิด ทั้งนี้ เป็นความเชื่อของชาวบ้านและเพื่อเป็นความเป็นสิริมงคลเรียกขวัญกำลังใจให้กับคนในพื้นที่…

บ้านร้างทรงไทย

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน บ้านร้างทรงไทย

บ้านร้างทรงไทย

บ้านร้างทรงไทย

ในซอยรอดอนันต์ ถนนสุขาภิบาล 1 เป็น บ้านร้างทรงไทย อยู่ริมบึง ไกลห่างจากบ้านอื่นๆในระแวกนั้นรอบๆบ้านรกครึ้มด้วยต้นไม้ ยายเจ้าของบ้านเสียชีวิตที่บ้านข้างหลังนี้และน่าเชื่อว่า วิญญาณของยายไม่ยอมไปผุดไปเกิด แต่ยังคง วนเวียนอยู่ในบ้าน จนถึงลูกหลานไม่กล้าอยู่ ต่างแยกย้ายไปอยู่ที่อื่นๆหมด ปล่อยบ้านทิ้งร้างหมดสภาพไปตามกาลเวลา รวมทั้งที่บ้านหลังนี้ร่ำลือกันว่าผีดุนัก คนอยู่ระแวกใกล้เคียงเคยเห็นผียายมายืนชี้นิ้วอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อมีเด็กๆวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณหน้าบ้าน เคยมีคนกล้าหาญเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ๆขู่ตะคอก จนจำต้องเผ่นออกมาแทบจะไม่ทัน…

ตำนานผียายจันทร์

ตำนานผียายจันทร์ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ตำนานผียายจันทร์
ตำนานผียายจันทร์

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ตำนานผียายจันทร์

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตอนนี้ได้พัฒนาไปตามยุคสมัยแสงไฟสว่างจ้า มีถนนกว้างขวางมีรถวิ่งเข้าออกทั้งวัน แต่สมัยก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ ทุรกันดานไฟฟ้าไม่มี ถนนคับแคบ ผู้คนมีอยู่ไม่กี่หลังบ้านบ้าน ส่วนมากก็ทำอาชีพขายปลาขายไก่ มีบ้านหลังนึงใหญ่โตพื้นที่กว้างขวาง บ้านนั้นตั้งเด่นสง่าอยู่ต้นซอยมีผลไม้ปลูกไว้เต็มบ้านเจ้าของนั้นเป็นแค่ยายแก่ๆ ชื่อยายจันทร์ แกอยู่คนเดียวไม่มีลูกหลานดูแล

ทุกๆวันยายจะตื่นแต่เช้ามาลดน้ำต้นไม้และสำรวจข้าวของ และผลไม้ว่าหายมากแค่ไหนสิ่งที่ยายชอบทำคือนั่งอยู่บนบ้านมองลงมาที่สวนผลไม้ใครผ่านไปผ่านมา ต้องเห็นแกนั่งแบบนั้นจนพลบค่ำจึงเข้านอน

ช่วงเวลาที่แกเข้านอนนั้นจะมีคนปีนกำแพงขโมยผลไม้ทุกวัน ยายรู้ดีว่าพวกนั้นมาขโมยผลไม้ แต่แกก็ปล่อยให้พวกนั้นขโมยไป จนวันที่ยายจันทร์ตายก็ไม่มีลูกหลานมาทำงานศพ คนที่เข้าไปเก็บศพเล่าว่า แกนอนบนกองเลือด ข้างๆศพมีข้อความว่า

“สมบัติของกูห้ามใครแตะต้อง

ลูกหลานห้ามมอง มือไม้ห้ามจับ

แม้ตอนกูตาย เป็นผีอีเฒ่า

กูจะคอยเฝ้าสมบัติของกู

ไอ้อีตนได เข้ามายุ้มย้าม

กูจะตามฆ่า หลอกหลอนทั้งโคตร….”

ตอนมีชีวิตอยู่ยายจันทร์อยู่อย่างโดดเดี่ยวลูกหลานหายหมดจะกลับมาเยี่ยม เมื่อได้ข่าวว่าแกไม่สบายใกล้ตายเท่านั้นสมบัติยายจันทร์ไม่ถูกยกให้ใครมีพินัยกรรมหรือกระดาษเก่าๆข้อความว่า “กูยายจันทร์เจ้าของทุกอย่างในที่ดินนี้ มีลูกหลานเป็น๑๐กว่าคนแต่ไม่สามารถพึ่งพาใครได้ ตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยเข้ามาเยี่ยมเยียน เมื่อใดที่กูตายอย่าเหยียบเข้าบ้านกู สมบัติกูก็จะไม่มีใครได้ ทั้งนั้น กูจะอยู่ดูแลเอง”…

หญิงชรากับบ้านที่ปิดตาย

หญิงชรากับบ้านที่ปิดตาย ประสบการณ์จริงเรื่องเล่า-เรื่องหลอน

หญิงชรากับบ้านที่ปิดตาย

หญิงชรากับบ้านที่ปิดตาย ประสบการณ์จริงเรื่องเล่า-เรื่องหลอน

หญิงชรากับบ้านที่ปิดตาย / ยามที่คุณเดินผ่านบ้านไม้เก่าๆที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ในยามราตรีคุณรู้ศึกยังไง แต่สำหรับผมมีความรู้เหมือนมีคนจองมองผมอยู่ที่บ้านไม้หลังนั้น แต่ผมไม่กล้าพอที่จะกลับหันไปมองบ้านไม้หลังนั้น เพราะ ความหวาดกลัว สิ่งที่ไม่ใช้มนุษย์ และผมก็พญายามเดินหน้าต่อไป ด้วยอาการสั่นๆ และในที่สุดสิ่งที่ผมไม่อยากได้ยินก็เกิดขึ้น ผมได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้หญิง เสียงนั้นมันดังมากๆ จงทำให้ผมสะดุ้งตกใจและวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

เรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว ตำบลxxxxx
มันเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของชาวบ้านมีประมาน100คนได้และผมก็ต้องมาด้วยเพราะพ่อผมเป็นเจ้าภาพ จัดงานอยู่ที่สวนไกลออกจากหมู่บ้านเล็กน้อยเวลาประมาน 4 ทุ้มทุกคนที่นั้นก็กินอิมหนำสำราญกันอยู่ตามปกติ แต่สำรับพวกผม7คนนั้นก็เป็นพวกสำรวจชอบไปป่าบ้างไปหนองน้ำบ้าง และในที่สุดเวลาก็ลวงเลยมานานมากกับการสำรวจ นาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของผมบอกเวลาว่า ตีหนึ่ง ผมก็เลยบอกทุกคนว่า”พี่จะเล่นผีถวยแก้ววะ ใครจะเล่นด้วย” มีคนประติดเสด3คน คือ ฟลุ๊ก แนน และแพ(กระเทย ทอม ทั้งนั้น)ผมก็เลยไม่ห้ามแต่กฎมีอยู่ว่าถ้าใครที่ไม่ได้เล่นเกมผีถ้วยแก้วนั้นห้ามมองดูหรืออยู่ด้วย ผมก็เลยบอกพวกเขาให้กับไปที่งาน และพวกผมก็เริมเล่นกัน 4 คนมี พิษ นน ฟรีม และผม(คิม)วิธีการล่นต้องกระดานให้พร้อมและก็จุดธูปเชินวิญาณและก็เอาควันธูปไส้เข้าไปในแก้วแต่เล่นไปมากวิญาณก็ไม่เข้าแก้วสักที่ จงเราจะเลิกเล่นแต่อยู่ดีๆ ก็มีคนเดินมาทางที่พวกผมกำลังเล่นกันอยู่ และเดินเข้าพูดว่าอยากเล่นแบบเจอผีไหม พวกผมทุกคนก็พูดว่า”อยากๆครับ” สภาพของชายแก่คนนั้นเหมือนกับคนจรจัดไม่มีผิดอายุราว 80 แต่ผมก็ไม่ได้นึกอะไรเขาบอกว่าตามมา แต่ก็มีไอ้ นน บอกว่า”ไม่ไว้ใจเลยพี่กลัวมันจับไปฆ่า” ผมก็เลยบอกว่าไม่ไปครับ เขาก็อยากให้พวกเราไป เขาก็เลยให้เราค้นตัวว่ามีอาวุธไหม และ ให้ดูบัตรประชาชนแต่ผมเห็นบัตรนั้นมันนานมากและหมดอายุไปนานแล้ว ผมก็เลยถามว่า”ตาทำไหมไม่ไปต่ออายุ”ชายแกคนนั้นบอกว่า”ตาไม่มีเวลาไปสักที่” ผมก็เลยไม่สนใจอะไร ทุกคนตัดสินใจว่า:ไปก็ดีไหนไหนก็เคยไปบ้านร้างมาแล้วตาแกแก่มากทำอะไรเราไม่ได้หลอก” และทุกคนก็ไปกันประมานครึ่งกิโลเมตรได้ และมาถึงบ้านร้างเก่าๆ และเราก็เริ่มเล่นกัน แต่ตาไปไหนไม่รู้ และในที่สุด ฟรีมก็พูดขึ้นว่า”คนอยู่ตรงหน้าต่าง”ผมก็เลยไม่เชื้อคิดว่าคงเป็นสัตว์มากกว่าคน เพราะสภาพบ้านนั้นไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะเป็นบ้านร้างไม้เก่าที่อยู่ในป่าทึม แต่มันหน้ากลัวเกินกลัวคนจะมาอยู่ได้ ผมก็เลยบอกว่า”หน้าจะเป็นแมวมากกว่าวะ”และฟริมพูดอีก”คนๆไม่ใช้แมว”ผมก็เลยมองเข้าไปที่หน้าต่างก็เห็นฆญิงชรากำลังมองดูพวกผมอยู่ในตัวบ้านผมก็เลยร้องกรีดและกระโดดไปมา และทุกคนในนั้นก็เห็นเหม์อนผม และก็บอกว่า”ห้ามวิ่ง เดินไปด้วยกันจับมือกันไว้และเดินไปข้างหน้าช้า”ความรู้สึกต้องนั้นกลัวมากคิดอยู่ในใจ “มาได้ยังไงวะ”แต่เสียงหญิงชราก็ร้องขึ้นว่า”พวกมึนจะไปไหน กูพูดได้ยินไหม กูบอกว่ามาหากู กูจะเอามพวกมึนมาตายแทนกู”พูดอยู่อย่านั้นไปเรื่อยๆ พวกผมก็ร้องไห้(เขียนไปหน้ากลัวมากครับ)แต่ว่าลุงที่พาพวกผมมานั้นก็บอกว่า”จะไปไหนไปตายแทนเมียกูเดียวนี้”และหญิงชราคนนั้นมาทางด้านผมหน้าตามีเลือดเต็มตัวตาแดงผิวขาวเสื้อลายดอก แต่พวกผมก็ไปต่อไม่ได้ได้แต่ร้องไห้ จนมีร่างของคนแกคนหนึงไส้ชุดสีขาว เป้นผู้ชายพูดว่า”ปล่อยพวกเขาไปเถะฉันขอร้องเขายังเด็กอยู่นะฉันของ”ผมมีความรู้สึกเชื้อเรื่องผีขึ้นมาเลย และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หายไปมีแต่ตาแกจรจังที่พาพวงเรามา ในต้องนั้นเหมือนมีพลังที่จะวิ่งออกไปจากที่นั้นได้ และพวกผมก็วิ่งไปสวนกับชายแกจรจัง และวิ่งต่อไปจงถึงงานเลียงเวลาประมานตี 4 ทุกคนในงานลวนกับกันเกือบหมดแล้ว ผมก็เลยเราเรื่องทั้งหมดให้ ตาจอม ฟัง ตายเขาบอก”สมัยก็บ้านหลังนั้นเป็นบ้านชาวสวนสองผัวเมียชราคู่หนึ่งอยู่อย่างมีความสุด แต่อยู่มาวันหนึ่งมีโจรมาปล้นบ้านและฆ่าหญิงชราทิ้งด้วยการเผาทั้งเป็น และสามีของหญิงชรากับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่นิเดียว และสุดท้ายเขาก็ตามหาคนที่จะไปตายแท้หญิงชรา เพื่อให้ได้ไปผุกไปเกิด” เรื่องนี้เป็นเรื่องผมไม่อยากจะเล่าเลยที่เพือนอยากให้เขียน ติดตามตอนต่อไปได้เลย เรื่อง คำสาปแห่งความรัก ลาก่อนนะครับของให้ไม่เจอผีหลอกเหมือนผม…

ผีโบก

ผีโบก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีโบก

ผีโบก

ผีโบก / ผมมีอาชีพเป็นคนขับ รถแท็กซี่ ครับ โดยปกติก็ขับรถแท็กซี่ทั่วไป แบ่งเป็นกะกับเพื่อน ซึ่งผมจะได้กะเช้า เป็นประจำ และเพื่อนจะขับกะกลางคืน สลับกันไป ก็เป็นไปตามปกติเหมือนทุกวันครับ จนมาถึงวันหนึ่งที่เพื่อนผมเขาบอกว่า ขอขับตอนเช้า สลับกัน 1 วันได้ไหม เพราะตอนกลางคืนจะกลับบ้านต่างจังหวัด ผมก็เลย ตอบตกลง ไม่เป็นไร

เป็นครั้งแรกที่ผมขับรถกลางคืน ผมได้วิ่งรถไปเรื่อยๆ จนมีผู้โดยสาร ผู้หญิงคนหนึ่งมาโบกรถที่บริเวณหน้าวัดชื่อดัง แถวแยกแจ้งวัฒนะ

ผู้หญิง: ได้ถามว่า นั้งรถไปสำโรง ไปไหมค่ะ

ผม: ไปครับ ขึ้นมาเลย

หลังจากที่ได้ยินเสียงประตูปิด ผมก็ออกรถทันที และก็ขึ้นทางด่วนวิ่งไปตามทางปกติ จนผมมองกระจกหลัง พบว่า มีผู้ชายอีกคนมานั้งตรงเบาะหลังของผม ผมก็แปลกใจทำไมไม่ให้ผู้หญิงนั้งหลังเบาะ เพราะตามหลักแล้วควรเป็นเช่นนั้น และตลอดระยะเวลาขับรถเขาทั้ง 2 คนไม่พูดกันเลย ผมก็คิดว่าเพราะเขาตรอมใจกันหรือเปล่าที่ไปงานศพ เพราะใสุ่ชุดดำทั้งคู่

แต่ก็ขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าหมู่บ้าน ผมก็จะแลกบัตรกับ รปภ.หมู่บ้าน พบว่า รปภ. วิ่งไปมุงอยู่ประตูทางออก ผมเลยต้องบีบแตร เรียกเพื่อแลกบัตร จากนั้นก็ขับรถไปส่งบ้านของผู้หญิง

แต่พอถึงบ้านผู้หญิง กลับมีแต่ผู้หญิง ลงคนเดียว ผมก็เลยคิดว่า มาส่งแฟนมั้ง และได้ถามเขาต่อว่าไปไหนครับ เขาก็ชี้นิ้วไปข้างหน้า พอผมวกรถกลับ กลับมามองกระจกหลังอีกที พบว่า เขาหายไปแล้ว!!!

ผมเลยวนรถกลับมาหาบ้านหลังเดิมของผู้หญิง และถามว่าแฟนเขาไปไหน แต่ผู้หญิงบอกว่าเขามาคนเดียว ผมจึงเล่าว่าเขาเป็นคนลักษณะอย่างไร ผู้หญิงถึงกับร้องไห้ พร้อมบอกว่า แฟนเขาเพิ่งเสียชีวิตไป เพิ่งเผาศพมา นี้ละ

ผมก็มึนเลยครับ เรื่องแบบนี้มีจริงหรอนี้ ผู้หญิงไม่ลังเล พร้อมขอร้องผมและยื่นเงินให้อีก 200 พูดว่า หนูวานพี่ไปส่งแฟนหนูกลับที่วัดด้วยนะ

ผมก็คิดในใจ เอ้าดีกว่าวิ่งรถเปล่าว่ะ ไปก็ไป

ระหว่างวิ่งรถออกหน้าหมู่บ้าน ก็เงียบสงัดไปหมด จู่ๆ ก็มีเด็ก 2 คน เสื้อส้มและน้ำเงิน โบกรถ ผมก็เลยหยุดถามว่ามีอะไรไอหนู

เด็ก : พี่ๆ ช่วยพ่อหนูด้วย พ่อหนูโดนทำร้ายอยู่หน้าป้อมยาม

ผมก็คิดได้เลยว่า อ้อ รปภ. มันรุมทำร้ายคนนี้เอง ต้องไปช่วย ก็เลยบอก เด็กทั้ง 2 ขึ้นมาเลย ระหว่างขับรถออกไป ผมรู้สึกว่ารถเหม็นมาก จนต้องเปิดกระจกขับเลย

พอถึงป้อม รปภ. ผมก็ลงไปถามว่า มีเด็กมาบอกว่า พ่อเขาโดนทำร้ายหน้าป้อง รปภ. คุณเห็นไหม

รปภ. : ไม่มีหรอก ผมมุงตะกี้คือ มีงูหลาม ตัวใหญ่มาก นอนอยู่นู้น ผมตีหลังหักไปแล้ว กลัวมันเป็นอันตรายกับคนอื่น

ผมก็เลยวิ่งไปที่รถ ถามเด็กว่า พ่อหนูอยู่ไหน แต่กลับพบว่าเด็กทั้ง 2 หายไปแล้ว เหลือแต่กลิ่นที่เหม็น และเหมือกคล้ายๆ ของเหลวเหนียวๆ บนเบาะ

ผมก็เอ้า หายไปไหนอีก แต่ก็บอก รปภ. ว่า พวกคุณช่วยยก งูมาหลังรถผมหน่อย ผมจะเอามันไปรักษา ที่โรงพยาบาล

หลังจากนั้นผมก็ขับรถออกมาได้สักพักจนถึงหัวโค้ง จู่ๆ ท้ายรถผมก็เด้งขึ้นมาเอง ผมก็เบรคและมองกระจกหลังว่าเกิดอะไรขึ้น

เต็มตาเลยครับ ผมเห็นเด็ก 2 คน พยุงลุงแก่ๆ ไม่ใส่เสื้อ เข้าข้างทางและหายไป ผมก็เลยถอยรถกลับไปหา รปภ. อีกครั้ง ว่า พี่มันเกิดอะไรขึ้น มันมีอะไรหรือเปล่า รปภ. ก็เลยขึ้นรถมากับผมด้วย มาจุดเดิม

ผมก็พบว่ามีศาลไม้เก่าๆ ผมก้มลงไปมอง ถึงกับร้องเลย เพราะผมเห็น ตุ๊กตาเด็กเสื้อสีส้มและสีน้ำเงิน 2 ตัว และที่สำคัญ มีรูปปั่นชายชราแก่ๆ ล้มอยู่ด้วย ผมก็คิดว่า วันนี้เจอเรื่องอะไรกันเนี้ย

จากนั้นผมก็ต้องวิ่งรถไป ส่งวิญญาณอีกดวงในรถ ที่ผมรับปากผู้หญิงไว้ พอถึงหน้าวัด ผมก็บอกว่า ผมมาส่งแล้วนะ ไม่ต้องมาให้ผมเห็น หรืออะไรทั้งสิ้น หลังจากนั้นผมก็กลับรถและขับออกไป

แต่ตาผมก็เหลือบไปมองกระจกหลัง ผมเห็นผู้ชายคนนั้น โบกมือให้ ผมนี้ขนลุกเลย

ผมวิ่งรถไปได้สักพัก ผมก็มาดูเงินที่ได้ ผมก็พบว่า ผมลืมแลกบัตร รปภ. ที่หมุ่บ้านนั้นอีก ผมก็ต้องวิ่งรถไปสำโรงอีกครั้งเพื่อแลกบัตรคืน แต่เชื่อไหม 2 ปีแล้ว ผมยังหาหมู่บ้านนั้นไม่เจออีกเลยจนถึงทุกวันนี้……

โรงแรมใหม่ชายแดน

โรงแรมใหม่ชายแดน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

โรงแรมใหม่ชายแดน

โรงแรมใหม่ชายแดน

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน โรงแรมใหม่ชายแดน เรื่องนี้มาจากสมาชิกพันทิปเลข 751932 นะครับ เรื่องมีอยู่ว่า.. มีครั้งหนึ่งตอนท่องเที่ยวต่างชาติกับเพื่อน เป็นเมืองติดชายแดนแห่งหนึ่งที่คนไทยยังไม่นิยมไปเท่าไร เลยมี โรงแรม ให้เลือกไม่เยอะแยะ พอไปถึงเขาพูดว่าโรงแรมนี้ใหม่มากไม่ต้องกลัวอะไร ตอนถึงโรงแรมก็เกือบจะ 3 ทุ่มแล้ว เลยไม่ได้ตรวจอะไร พนักงานกล่าวว่าลิฟท์เสียจำต้องเดินขึ้นบันได

ห้องที่พวกเราพักเป็นห้องเบอร์ 314 จ้ะ ข้อความสำคัญเป็นโรงแรมนี้จะมีห้อง 311, 312 แล้วผ่านไป 314 เลย บางครั้งอาจจะเนื่องจากว่าเลข 13 มันไม่ดีคนเค้าถือ แม้กระนั้นถ้าเกิดนับจริงๆห้อง 314 ซึ่งก็คือห้อง 313 นั่นแหละ.. แม้กระนั้นห้อง 314 จะเป็นห้องที่กว้างที่สุดของโรงแรม ระหว่างเดินก็สงสัยว่าเพราะเหตุไรโรงแรมนี้ไม่มีหน้าต่างตรงบันไดทางขึ้นเลย ปิดทึบแบบอาคารพาณิชย์มากๆพอมาถึงห้อง ก่อนบุคลากรจะไปเค้าก็พูดว่า ห้ามเปิดระเบียงนะ ด้านหลังเป็นป่า มีแมลงมาก.. ในช่วงเวลานั้นสงสัยจ้ะ แม้กระนั้นไม่กล้าถามอะไร

สิ่งแรกที่รู้สึกคือห้องเหม็นเหล้าจีนมาก กลิ่นควันบุหรี่คลุ้งไปหมด ก็คิดว่าคงเพิ่งลงทัวร์จีนมา เราวางกระเป๋าได้แป๊บเดียวมาเลยค่ะ! ได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันตรงระเบียง แบบซุบซิบๆ แต่พอเดินไปใกล้ๆ ระเบียงก็เงียบไป จะเปิดดูก็ไม่กล้าอีก เพราะพนักงานเตือนไว้.. แบบนี้ประมาณ 4-5 รอบ เราเริ่มไม่โอเคละ มันยังไงๆ เลยคุยกับเพื่อนว่า เดี๋ยวเข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน แล้วย้ายไปนอนห้องเพื่อนอีกห้องดีกว่า

ระหว่างอาบน้ำ เราก็แปรงฟันไป ยืนหันหลังให้กระจกเพราะกลัวเจออะไรในกระจก เพื่อนก็อาบน้ำไป จู่ๆ ทีวีที่เปิดไว้ในห้องมันก็เปลี่ยนช่องค่ะ เป็นช่องงิ้วของจีน อารมณ์แบบเคเบิ้ลท้องถิ่น เพื่อนเลยบอกว่าสงสัยสัญญาณไม่ดี เลยหยุดอาบน้ำแล้วเดินออกไปเปลี่ยนช่องด้วยกัน แต่สักพักมันก็กลับไปช่องงิ้วอีก! ตอนนี้เริ่มไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยปิดทีวี เก็บของเท่าที่จำเป็นแล้วลาขาดจากห้องนี้ไปนอนห้องเพื่อน

พอเช้ามาตอนเช็คเอ้าท์ออก ก็ลากกระเป๋ากันลงมาที่ถนน (โรงแรมอยู่ในซอยต้องขึ้นเนินเข้าซอยไป) ก็เลยมาเห็นว่าข้างๆโรงแรมเนี่ยเป็นสุสานคนจีนแบบฮวงซุ้ยอะค่ะ แล้วที่สำคัญคือระเบียงห้อง 314 มันอยู่ด้านบนติดกับฮวงซุ้ยที่ใหญ่ที่สุดของสุสานพอดีเลยด้วย! คิดแล้วก็ยังหลอน ถึงจะไม่ได้เห็นเป็นตัวก็ตาม..…

บ้านร้างผีสิง

บ้านร้างผีสิง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

บ้านร้างผีสิง

บ้านร้างผีสิง

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน บ้านร้างผีสิง  เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณแอนนาครับ คุณแอนนาเล่าว่า.. พวกเพื่อนๆของแฟนพวกเราเคยมาเล่าให้ฟัง ว่าเคยไปลองของที่บ้านร้างในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งแถวซีรอค่ะ บ้านร้างที่ว่านี้เคยมีครอบครัวหนึ่ง ผูกคอฆ่าตัวตาย กันทั้งบ้าน 5 คน ว่ากันว่าเฮี้ยนมากค่ะ รวมทั้งเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง วันที่ 13 ก.พ. พวกเราจำได้ขึ้นใจเลย วันนั้นพวกเรากับแฟนจะไปบ้านของเพื่อนแฟน โดยพวกเราก็ซ้อนรถมอเตอร์ไซค์แฟนไป ในขณะนั้นตรงเวลาประมาณ 2 ทุ่มเกือบ 3 ทุ่มแล้ว และก็ทางที่จะไปบ้านเพื่อนแฟนนั้น จะต้องผ่านหมู่บ้านแห่งนั้นด้วยค่ะ อยู่ๆพวกเราก็มีความรู้สึกคึกแปลกๆมันเป็นความรู้สึกแบบว่าอยากพบมากๆเลยบอกให้แฟนพาแวะเข้าไปในหมู่บ้านนั้นหน่อย คือหมู่บ้านเขาจะไม่มียามนะ จะเป็นป้ายใหญ่ชื่อหมู่บ้าน สามารถทะลุเข้า-ออกได้หลายทางจ้ะ แฟนพวกเราก็งงที่พวกเราต้องการเข้าไปดู ด้วยเหตุว่าธรรมดาพวกเราจะเป็นคนที่กลัวผีมาก และก็อีกอย่าง แฟนพวกเราก็จำไม่ได้ด้วยว่าซอยไหน หลังไหน เพราะว่าเคยมาเมื่อนานมากแล้ว แต่ก็ยอมพาพวกเราเข้าไปเพราะเหตุว่าพวกเราเซ้าซี้จะไปให้ได้

บรรยากาศในหมู่บ้านค่อนข้างน่ากลัวค่ะ มีไฟตามทางบ้าง บ้านแต่ละหลังใหญ่มาก อารมณ์แบบบ้านใครบ้านมัน แฟนเราก็พาวนไปเข้าซอยนี้ ออกซอยนู้น เพราะว่าจำไม่ได้เหมือนกันว่าอยู่ตรงไหน มันวังเวง และอากาศเย็นจนเราขนลุกเลยค่ะ.. แฟนขี่ไปเรื่อยจนไปเจอบ้านหลังหนึ่งที่เป็นบ้านร้าง เราถามว่าใช่ไหม? แต่แฟนก็บอกไม่แน่ใจ ส่วนใจเราน่ะ อยากจะหาบ้านหลังนั้นให้เจอ แต่แฟนเรากลับพาเราออกมา บอกว่าขนลุกไม่เอาแล้ว เราก็อารมณ์ไหนไม่รู้คืนนั้น บอกจะไปดูให้ได้ แต่แฟนเราก็ไม่ยอมแล้วค่ะ ขี่ออกไปอีกทางจนไปถึงบ้านเพื่อน

ในคืนนั้นเลยค่ะ หลังจากที่เรากับแฟนกลับมาจากบ้านเพื่อนแล้ว ก็เข้านอนตามปกติ เราอยู่บ้านแฟนนะคะ เราหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ อยู่ๆ เราก็ตื่นขึ้นมาแบบงงๆ ง่วงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมด สิ่งที่เราเห็นคือ แฟนเรานั่งร้องไห้ประคองเราอยู่ เรียกชื่อเราตลอด พอมองไปที่หน้าประตูห้อง ก็เห็นพวกญาติๆ ของแฟนยืนอยู่เต็มเลย (แฟนเราเป็นอิสลามค่ะ จะเป็นบ้านใหญ่อยู่รวมกัน) แล้วจากนั้นเราก็ถูกพาไปโรงพยาบาล นอนแอดมิท 1 คืน โดยที่เราก็ยังเบลอๆ อยู่ พอเรามีสติ ก็ถามแฟนว่าเกิดอะไรขึ้น? แฟนเราเล่าว่า ตอนที่นอนอยู่จะหันมากอดเรา ก็เห็นเรานอนชัก หน้าดำ ตาเหลือกขึ้น ดูน่ากลัวมาก เรียกยังไงก็ไม่รู้ตัว จนคุณตาของแฟนมาดู มากดที่ท้องเรา เราก็อ้วกออกมา พร้อมกับร้องเป็นเสียงชายแก่! แล้วถึงตื่นขึ้นมาแบบงงๆ พูดไม่รู้เรื่อง.. แต่คือเราไม่รู้เรื่องจริงๆ ค่ะ ว่าเกิดอะไรขึ้น?

พอวันต่อมาช่วงบ่าย เรากลับมาบ้านแฟนก็นอนตลอดเลยค่ะ เพลียมาก ลุกไม่ไหวเลย แล้วยายของแฟนก็มาเรียก บอกว่าคุณตาเรียกหา เราก็ขึ้นไปหาค่ะ คุณตาบอกเราว่า เรามีบางอย่างตามมา เขายืนอยู่หน้าบ้านตลอด ตัวใหญ่มาก เป็นเงาสีดำ (คือคุณตาของแฟนเขาเคยเป็นคนพุทธค่ะ และเขามีของ แต่เป็นของดีไม่ใช่ของไม่ดี ช่วยคนมาตลอด แต่พอเริ่มแก่เขาวางมือ และตอนนี้เป็นอัมพฤกอยู่ แต่สามารถพูดได้) คุณตาถามว่าเราไปทำอะไรมา เขาถึงตามมา? เขายังไม่ยอมไปนะ เขาจะเอาเราไปด้วย.. เราได้ฟังก็กลัว เลยเล่าให้คุณตาฟังเรื่องที่เข้าไปดูบ้านร้างมาเมื่อคืน คุณตาก็บอกให้ไปหาซื้อธูปเทียนมาทำพิธี และบอกอีกว่า ตอนนี้ดวงแฟนเราคุ้มเราอยู่

พอช่วงเย็นวันนั้น เราก็ตามแฟนไปซื้อธูปเทียน และแวะหาเพื่อนๆ ของเขา ไปนั่งกินกันที่ซุ้มริมทาง ข้างๆ จะเป็นป่าเป็นพงหญ้าเลย อยู่ๆ ตอนนั้นความรู้สึกเราเหมือนกับว่า เราแค่มองเข้าไปในป่าแว้บเดียว และเราก็เห็นพวกเพื่อนๆ ของแฟนมองหน้าเรา แล้วลุกหนีไปหมดเลยทีละคนสองคน พอแฟนพาเรากลับถึงบ้าน แฟนถามว่าเราเป็นอะไร? เราก็บอกว่าเปล่านี่ แต่แฟนกลับบอกเราว่า อยู่ๆ เราก็นั่งตาขวาง เหมือนไม่ใช่เรา แล้วก็นั่งนิ่งมากด้วย ใครถามว่าเราเป็นอะไร ก็ไม่ตอบ แต่กลับมองเขาตาขวาง น่ากลัวมาก! พอเราได้ฟังก็ตกใจ เพราะเราจำไม่ได้เลยว่าเราทำอะไรแบบนั้นไป..

แล้วหลังจากวันนั้น เราก็ได้ทำพิธีอะไรสักอย่างของคุณตาแฟน และตามด้วยให้แม่เรามารับไปวัด ทำบุญขอขมาเขา แล้วก็ต้องใส่พระตลอดมา หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ แต่เราก็ไม่เอาอีกแล้วเรื่องแบบนี้ มันอาจจะไม่น่ากลัวสำหรับใครที่ได้อ่าน แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และไม่คิดเลยว่ามันจะมาเกิดกับตัวเราค่ะ…

หมู่บ้านผี

หมู่บ้านผี จ.นครปฐม เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

หมู่บ้านผี

หมู่บ้านผี

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน หมู่บ้านผี จ.นครปฐม 

มีอยู่สถานที่นึงซึ่งจัดเป็นที่ลองของ ของพวกนิยมความหลอนในบริเวณ จังหวัดนครปฐม ซึ่งถึงแม้สถานที่ที่นี้จะเคยเป็นหมู่บ้านที่รกร้างว่างเปล่ามานานกว่า 20 ปีรวมทั้งตาม แต่ตอนนี้ก็ยังคงความหลอนและก็น่าสะพรึงกลัวอยู่

สถานที่อาถรรพณ์ในวันนี้ที่แอดมินจะเอามาเล่าให้ฟังกัน หลายๆคนเรียกว่าเป็น “หมู่บ้าน ผี..!!”
สาเหตุของชื่อนี้บ้างก็ว่าเนื่องจากความ น่าสะพรึงกลัว ที่ไม่ค่อยมีคนไหนกล้าเข้าไป เป็นที่ดินอาถรรพณ์ และก็มีดวงวิญญาณเยอะแยะสิงอยู่ด้านในนั้น..!!

บางทีอาจเพราะทางเข้าหมู่บ้านที่จำเป็นต้องเข้าไปลึก รอบโครงงานก็ยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่า พูดได้ว่าอย่าเอ่ยถึงกลางคืนเลยขอรับว่าจะน่าสยองแค่ไหน ขนาดตอนกลางวันแม้คนใดกันได้เคยผ่านเข้าไปจะทราบดีว่ามันน่าสยดสยองแค่ไหน

จากประวัติของที่นี่..เมื่อก่อนเคยเป็นหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยตามปกติมาก่อน เนื่องจากโครงการมีเนื้อที่กว้าง บ้านแต่ล่ะหลังจึงปลูกอยู่ห่างๆกัน..เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านของคนรวยในช่วงเมื่อ 20 ปีก่อนเลยก็ว่าได้
ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่าเพราะอะไร..? โครงการถึงต้องเลิกล้มไป ในขณะที่บ้านบางหลังยังสร้างไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ..

จากที่แอดมินสันนิษฐาน หรืออาจเพราะช่วง 20 กว่าปีก่อน มันตรงกับช่วงที่เศรษฐกิจบ้านเราฟองสบู่แตกพอดี ธุรกิจหลายอย่างโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เวลานั้นก็ต่างพากันเจ๊งระนาว โครงการบ้านจัดสรรในช่วงเวลานั้นก็โดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานมิใช่น้อย บางโครงการสร้างยังไม่ทันเสร็จต้องเลิกกิจการไป..หรือเพราะสาเหตุนี้ที่ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ร้างก็เป็นได้

แต่ก็มีข่าวอีกบางกระแส..จากคนพื้นที่ๆเคยอยู่ในย่านนี้เขาเล่าว่า ที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อก่อนก็เคยมีคนอยู่ตามปกติ แต่เพราะครั้งนึงเคยมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น เมื่อ รปภ.เฝ้าหมู่บ้านถูกฆ่าเสียชีวิตที่ป้อมหน้าหมู่บ้าน..นั่นเลยเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวความอาถรรพ์มากมายตามมา..!!

นอกจากการตายของ รปภ. ก็ตามมาด้วยคดีอาชญากรรมอีกหลายต่อหลายหน..!!
เช่นครั้งนึงเคยมีคนจากต่างถิ่นถูกลวงมาฆ่า จนเป็นข่าวโด่งดังทางทีวีและลง นสพ. มาแล้วถึง 2 คดี ติดต่อกัน
นั่นยังไม่รวมถึงเรื่องเล่าจากปากมูลนิธิอาสากู้ภัยที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างเคยเล่าว่า พบศพผู้เสียชีวิตโดนฆ่าปาดคอที่ตรงหน้าหมู่บ้าน และยังเคยมีคนขี่จักรยานมาโดนรถชนตายตรงหน้าหมู่บ้านพอดีอีกด้วย..เรียกได้ว่าหากนับดูตรงบริเวณนี้ก็หลายศพอยู่เหมือนกัน..!!

และทันทีที่หมู่บ้านแห่งนี้เริ่มแปรสภาพเป็นร้าง ก็ยิ่งทำให้พื้นที่ภายในน่ากลัวขึ้นไปอีก หญ้าที่ขึ้นรกภายในโครงการ หรือตัวบ้านที่ปรักหักพังไปตามกาลเวลา
ยิ่งช่วงกลางคืนที่นี่จะมืดมาก บรรยากาศราวกับเมืองร้างเลยทีเดียว..
แต่ที่นี่กลับแปลก..ตรงที่ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปมั่วสุมหรือว่าลองของมากมายเหมือนกับที่อื่นๆ
หรืออาจเพราะว่ากันว่าผู้ที่เคยเข้าไป ต่างพบเจอกับสิ่งไม่ดีตามมามากมาย.!!

เคยมีผู้ที่สื่อกับเรื่องราวของวิญาณได้เข้าไปสำรวจภายในหมู่บ้าน เขาเล่าว่าที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยเหล่าสัมภเวสีหรือวิญญาณไม่มีญาติมากมาย ส่วนนึงเป็นพวกวิญญาณเร่ร่อนที่อยู่แถวนั้นเป็นระยะเวลานานๆมาก่อน และอีกส่วนคือพวกที่เคยเข้ามาแล้วเสียชีวิตตรงนั้น

**..เรื่องเล่า มองเห็นชายยืนอยู่บนซุ้มหอคอยหน้าหมู่บ้าน
เป็นประสบการณ์ของคนที่เคยผ่านไปหน้าหมู่บ้านที่นั้นในเวลากลางคืน เขาเล่าว่าระหว่างที่ขับขี่รถผ่านมองเห็นราวกับมีอะไรบางอย่างเป็นเงาดำ ยืนอยู่บนซุ้มประตูหน้าหมู่บ้าน..!!
เมื่อเขาแหงนจ้องดูตาดูก็เลยมองเห็นเป็นผู้ชาย ยืนถลึงตาดูลงมาจากบนนั้น..!! กล่าวได้ว่าไม่ใข่เจอะกันเพียงแค่คนสองคน แต่ว่าผู้คนจำนวนมากเคยได้เห็นอย่างนั้น..!!

**..วิญญาณผู้ชายสภาพศรีษะเละ เดินอยู่ในบ้าน
หลายๆคนที่เคยเข้าไปในหมู่บ้านดังกล่าวข้างต้น พบได้ทั่วไปกับวิญญาณที่มาในหลายลักษณะ บ้างก็มองเห็นเป็นเงาคนเดินไปๆมาๆอยู่ในตัวบ้าน บ้างก็มองเห็นเป็นร่างผู้ชายวิ่งหายขึ้นบันไดไป แต่ว่าที่เคยได้เห็นเป็นตัวเป็นตน ก็คือชายสวมเสื้อสีขาวศรีษะรวมทั้งบริเวณใบหน้าราวกับถูกทำร้ายมา
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เจอแต่เฉพาะคนที่เคยเข้าไปลองดี แต่ว่าครั้งนึงคุณ”เจนญาณทิพย์ “ที่เข้าไปอัดรายการคนอวดผี เธอก็สัมผัสถึงดวงวิญญาณดังกล่าวได้เหมือนกัน..!!

**..เรื่องเสียงคนเดินในบ้าน
คนไม่ใช่น้อยที่เคยเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านในแล้วก็เมื่อออกมาชอบพูดตรงกันว่า เวลาเดินเข้าไปบนบ้านแต่ว่าล่ะหลังจะรู้สึกดังว่า เข้าไปกันหลายคน..!!
เพราะว่าจะได้ยินทั้งเสียงฝีเท้าคนเดินมากมาย หรือไม่ก็เสียงเสมือนมีลมหมุนอยู่ด้านใน..ซึ่งถ้าผู้ที่สัมผัสเรื่องเหล่านี้ได้ชอบบอกตรงกันว่าในบ้านนั้นน่าจะมีดวงวิญญาณอยู่ในที่ที่นั้นมากจริงๆ
กระทั่งต่างเรียกตรงนี้ว่าเป็น “หมู่บ้าน ผี” กันเลยทีเดียว..!!

แล้วก็นี่เป็นตำนานความสยองขวัญของหมู่บ้านร้างแห่งนี้ ซึ่งจากเสียงร่ำลือที่ฟังๆเขาเล่ามา มันก็น่าสยองจริงๆ..ถึงแม้ส่วนตัวจะไม่เคยได้เข้าไปสัมผัสแท้จริงเลยก็ตาม..
ต่อไปนี้แอดไม่นคงจะจำเป็นต้องถามกลับไปยังคนที่อยู่ใน จังหวัดนครปฐม หรือคนที่เคยไปหมู่บ้านร้างดังกล่าวกันบ้างดีมากยิ่งกว่า ว่าสถานที่ที่นี้นั้นน่าสยดสยองสมคำร่ำลือที่เขาว่ามาใช่หรือไม่ ?

(*คำเตือน..เรื่องราวดังที่กล่าวถึงมาแล้วล้วนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เป็นข้อมูลที่เล่าต่อกันมา ควรที่จะใช้วิจารณญาณกันด้วยนะครับ)…