Recent Posts

เรื่องสุดสะพรึง ลานจอดรถสยอง กลางดึก

ผีอาคาต วิญญาณเฮี้ยน

ผีอาคาต วิญญาณเฮี้ยน เราเจอเองกับตัวที่ร.พ.ที่พิษณุโลก  ลานจอดรถของร.พ.ไปทางด้านหลัง

จะวนๆขึ้นไปเหมือนที่จอดในห้าง โดยในวันนั้นไปเยี่ยมเพื่อนที่ร.พ. ที่จอดด้านหน้าร.พ.จอดได้ไม่

กี่คัน เหมือนเค้าบังคับให้จอดด้านหลังหมดตอนไปเป็นช่วงเย็นยังสว่างอยู่ วนขึ้นไปจอดชั้นบน

เพราะชั้นล่างๆเต็มหมด ก็ได้ที่จอดตรงกลางๆของชั้นของทางลงที่จอดรถมีบันไดเล็กที่ตรงกลาง

แล้วก็มีลิฟท์อยู่ทางขวาที่สุดด้านล่างมียามนั่งอยู่ แล้วก็เป็นโซนมอเตอร์ไซค์ค่ะเรานั่งอยู่กับเพื่อน

ในห้องนาน เหมือนอยู่เป็นเพื่อนเค้าเพราะเค้าไม่มีใครมาเฝ้าก็เลยกลับมืดหน่อย ตอนที่กลับไม่ดึก

เท่าไหร่ ประมาณห้า ทุ่มก็เกือบๆเที่ยงคืนเราเดินไปที่จอดรถด้านหลังแล้วแอบเหวอๆนิดหน่อย

เพราะไฟที่จอดรถเปิดแค่ชั้นหนึ่ง กับชั้นสอง ทางด้านบนมืดสนิท ก็ไม่เปิดไฟเลย แล้วยามก็ไม่ได้

นั่งอยู่ที่ด้านล่างเหมือนเดิมที่สำคัญก็คือเจือกจำไม่ได้ว่าจอดรถไว้ที่ชั้นไหน แล้วรถเราก็ไม่มีปุ่มไฟ

ไซเรนเพื่อที่จะเรียกรถด้วย ใจก็คิดว่าขึ้นลิฟท์ดีกว่า ก็เพราะบันไดตรงกลาง ขึ้นไปไม่มีไฟ มอง

อะไรไปก็ไม่เห็นอยู่ดี เอาเป็นว่าขึ้นลิฟท์ไปแล้วพอเปิดประตูลิฟท์มา ก็อาศัยไฟจากลิฟท์นั่นแหล่ะ

มองหารถตัวเองเอา ลิฟท์ก็อยู่ทางขวา รถก็อยู่กลางๆก็น่าจะพอมองเห็น รถเราสีเทาเข้มเราเริ่มจาก

ชั้น 3 เพราะทางชั้นสองไม่จอดไว้แน่ๆ แต่พอพอลิฟท์เปิดมา ก็ได้ค่อยๆชะโงกหน้าออกไปด้วยใจ

ระทึก มันมืดมากมองไม่เห็นหอยไฟที่ลิฟท์สาดถึงคือหนึ่ง ช่วงบล็อคจอดรถ เห็นรถสองคันแรก

และที่เหลือก็คือมืดสนิทสรุปก็คือต้องใช้วิธีเปิดลิฟท์ค้างไว้เพื่อที่จะเดินหารถอีกที แต่ใจก็คิดว่าไม่

น่าใช่ชั้นสามแหล่ะ ก็เพราะในตอนขับก็จำได้ว่าวนๆเยอะอยู่นะ แต่สติไม่มีเลยตอนขับ ก็นึกคิดอะไร

ไปเรื่อยเปื่อย ทีนี้ก็เข้าลิฟท์ไป ก็ตั้งใจเริ่มใหม่ที่ชั้นสี่ พอถึง ก็กว่าลิฟท์จะเปิดนี่ช้ามากๆทั้งที่เมื่อกี้

ก็ปกติค่ะ เราก็ก้าวขาออกไป ก็ยังไม่ทันกดปุ่มที่ทำให้ลิฟท์ค้างไว้หรืออะไร ก็คือลองโผล่ไปก่อน

หยั่งเชิงแบบระแวงแต่พอเราก้าวขาออกไป มือเราก็ยังคาอยู่ที่ลิฟท์นะคะ ก็คือกดค้างไว้ไม่ให้ปิด

ภาพที่ลิฟท์ส่องให้เห็นในระยะที่บอกไปก็คือ มีเงาคนกลุ่มๆหนึ่งวิ่งกรูกันเข้ามาหาเรา ในช่วงที่เข้า

มาใกล้ๆก็ได้เห็นใบหน้าชัดตาเค้าเป็นสีแดงก่ำ หน้าตาถทึงเหมือนโกรธแค้นมากๆในสัญชาตญาณ

ก็รู้ได้เลยว่านี่ไม่ใช่คน กรูมาหาเร็วๆแล้วพอจะถึงตัวเราก็ได้หายวับไป ขาเขอสั่นก้าวไม่ออกก็จะ

กลับเข้าลิฟท์ก็ไม่ได้ ครั้นจะวิ่งไปข้างหน้าก็ไม่ไหว ก็ได้แต่ร้องกรี๊ดอะไรก็ไม่มีค่ะ ได้แต่หลับตาปี๋

แต่พอสติกลับมาอีกทีก็คือรีบเข้าลิฟท์แล้วกดลงรัวๆ พอเปิดมาอีกทีชั้นล่าง แต่กว่าจะถึงก็เหมือน

จะขาดใจ สรุปในคืนนั้นนอนค้างที่ร.พ.กับเพื่อน เพื่อนถามอะไรก็ไม่ได้ตอบค่ะ เช้ามาก็ให้พ่อไป

เอารถให้ ไม่กล้าแม้แต่จะไปอีกแล้วในเวลากลางวัน ทุกๆวันนี้ชั้นบนของลานจอดรถร.พ.นั้นก็ยังไม่

เปิดไฟซึ่ง ไม่รู้จะประหยัดหาพระแสงของ้าวอะไรกันนักหนา…

ผีสิงในร่างคน

โครตสยอง ผีที่สิงอยู่ในร่างของหญิงสาว

ผีสิงในร่างคน

ผีสิงในร่างคน ซึ่งสำหรับผีตัวนี้มีรูปลักษณ์เป็นปาก ติดอยู่บริเวณท้ายทอยของหญิงสาว เฉพาะหญิงสาวที่ไว้ผมยาว โดยผีชนิดนี้สามารถบังคับเส้นผมของหญิงสาว เพื่อช่วยในการหยิบจับอาหารส่งเข้าปาก สำหรับการสังเกตรูปร่างของผีชนิดนี้อาจไม่ง่าย เพราะจะซ่อนอยู่บริเวณท้ายทอย ถ้าไว้ผมยาวปิดลงมาก็จะไม่มีทางเห็นได้เลย สำหรับผีตัวนี้เป็นเสมือนกับคำสาป ส่วนเรื่องประวัติความเป็นมาของมัน…

ผีโทรศัพท์

เรื่องเล่า ผีโทรศัพท์ สุดสยอง

ผีโทรศัพท์

ผีโทรศัพท์ ในสมัยมัธยมต้น ตอนนั้นเราอยากไปเล่นกับเพื่อนผู้ชายข้างบ้าน ซึ่งก็รู้แหละว่าเพื่อนไม่อยู่ แต่ไม่แน่ใจว่ากลับแล้วหรือไม่

เลยหยิบโทรศัพท์โทรไปหา แต่เพื่อนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ก็เลยโทรไปเบอร์บ้านปรากฏว่ามีคนรับ ปลายสายเป็นผู้ชาย ถ้าเดาจากเสียงก็น่าจะเป็นวัยกลางคน

เราถามว่าเพื่อนเราอยู่มั้ย เขาก็ตอบกลับมาอย่างเย็นชาว่าไม่อยู่ เราเลยถามต่อว่าจะกลับมาตอนไหน เขาก็บอกไม่รู้ (เสียงห้วนมาก)

เราเลยวางสายไป แล้วมานั่งคิดๆ ว่าบ้านเพื่อนมีเพื่อนคนเดียวที่เป็นผู้ชาย แต่คิดว่าคงเป็นญาติมั้ง ไม่กี่นาทีต่อมา คนในบ้านเพื่อนพร้อมเพื่อนเดินผ่านหน้าบ้านมา

เราเลยถามว่ามีใครอยู่บ้าน ปรากฏไม่มีใครอยู่เลยสักคน แล้วคนที่รับสายคือใครกัน จะว่าโทรผิดก็ไม่ใช่เพราะปกติแล้วโทรเบอร์นี้ตลอด และก็เมมเบอร์โทรศัพท์บ้านคนนี้ไว้ไม่เคยไปเปลี่ยน…

avenue Frochot

บ้านผีสิงบนถนน Avenue Frochot Haunted House

avenue Frochot

ถนน avenue Frochot ทอดยาวมีบ้านวิลล่าขนาบข้างในย่าน Pigalle ซึ่งอยู่ตรงตีนเขามงมาร์ต แต่เพียงแค่ไม่กี่ก้าวจากโรงละครคาบาเร่ต์มูแลงรูจ เราขอแนะนำให้เพื่อนๆ ไปเดินเล่น ตรงเข้าไปที่ถนนสายนี้จนเจอบ้านหลังแรกที่กล่าวขานกันว่ามีสิ่งลี้ลับอาศัยอยู่ เพื่อนบ้านละแวกนี้ต่างก็เล่ากันเป็นเสียงเดียวกันว่ามักจะได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินไปมาในขณะที่ไม่มีคนอยู่บ้าน นั่นอาจจะมาจากเหตุการโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ซึ่งได้ลือกันว่าเจ้าของบ้านถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้าย…

ลานประหาร วัดปทุมคงคา

ลานประหารบรรดาชาติพระวงศ์ วัดโบราณสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา วัดปทุมคงคา

ลานประหาร วัดปทุมคงคา

ลานประหาร วัดปทุมคงคา สถานที่เฮี้ยนสุด เป็นวัดโบราณสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาได้ถูกทิ้งจนเป็นวัดร้างที่ห่างไกลผู้คน ดูวังเวงน่ากลัว ในเวลาต่อมาได้ใช้เป็นลานประหารบรรดาชาติพระวงศ์หลายๆพระองค์

เรื่องเล่าของวัดนี้ ยังมีเรื่องของต้นอโศกผีสิง เมื่อก่อนในวัดมีต้นอโศกอายุร้อยปี ตั้งตระหง่านอยู่ในวัด ชาวบ้านย่านนั้นได้เล่าว่า มีวิญญาณมาปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยในหลายรูปแบบ แล้วมักจะหายวับเข้าไปในต้นอโศก เรียกว่าเฮี้ยนจนชาวบ้านกลัวไม่กล้าเข้าวัด จึงถูกตัดโค่นทิ้งในปี พ.ศ.2495 เรื่องราวทั้งหมดจึงเงียบลงได้ จะว่าเป็นความสบายใจ คลายความระแวงของผู้คน ข่าวลือน่ากลัวนั้น จึงยุติลงก็น่าจะใช่…

เสือสมิงบ่อพลอย

เรื่องราวของเสือสมิง เมื่อครั้งกึ่งพุทธกาล ที่บ่อพลอย

เสือสมิงบ่อพลอย

เสือสมิงบ่อพลอย เป็นเรื่องราวของคุณอาร์ต ที่ได้กรุณานำมาถ่ายทอดให้อีกที เรื่องราวมีอยู่ว่า ..ครั้งกึ่งพุทธกาล เรื่องราวของเสือสมิงที่บ่อพลอย ถือได้ว่าเป็นอาถรรพ์ป่าดงดิบอันน่าสยดสยอง ที่ชาวบ้านได้โจษจันกันมาถึงลาดหญ้า และแพร่หลายไปยังตัวเมืองกาญจนบุรี ในขณะนั้น แม้ว่าจะเป็นกิ่งอำเภอ แต่บ่อพลอยก็ยังค่อนข้างจะทุรกันดารยิ่งนัก

จากลาดหญ้าเข้าไปก็มีแต่ป่าดง หนทางที่คดเคี้ยว วนเวียนไปมาตามธรรมชาติ มีแต่รถซุงแล่นผ่านไปมา มีชุมเผาถ่านเป็นระยะ ลึกเข้าไปก็มีชุมตัดไม้และทำไร่เลื่อนลอย ปลูกกระท่อมอยู่ห่างกันแค่สองสามหลัง เสือและช้างก็ยังเป็นเจ้าถิ่น วันดีคืนดี เจ้าจมูกยาวก็บุกเข้าไปทำลายกระท่อมราบเป็นหน้ากลอง

ใครจะเข้าบ่อพลอยก็ต้องแยกจากเส้นทางรถซุง แล้วย่ำป่าไปเกือบสิบกิโลเมตรกว่าจะถึงปากทาง ก็เห็นถนนลูกรังสีแดงเส้นเดียวตัดตรง ซ้ายมือก็เป็นหมู่บ้านและห้องแถวที่เขรอะฝุ่นกับร้านค้า ขวามือก็เป็นที่ทำการของหลวง มีบ้านพักกระจายอยู่ราวสี่ห้าหลัง มีรถกระบะขนของกินของใช้จากจังหวัดก็มาส่งที่นั่นอาทิตย์ละสองครั้ง คือวันจันทร์กับวันพฤหัสบดี วันนั้นจะมีโอเลี้ยงกาแฟเย็นชาเย็นกินกัน ก็เพราะมีน้ำแข็งเข้ามาส่งด้วย วันไหนมีการฆ่าหมู ซึงต้องเสียค่าอาชญาบัตรห้าสิบบาท ก็ไม่ว่าจะเป็นพวกกะเหรี่ยงบนเขาหรือบ้านไหนก็ตาม ชาวบ้านที่รู้ข่าวตั้งแต่เมื่อวาน ก็จะเดินบ้างขี่จักรยานบ้าง มาซื้อหมูถึงที่นี่แต่เช้า ตกสาย ขายหมดเกลี้ยง ไม่ว่าเครื่องในหมูหรือแม้แต่เลือดหมู และวันนั้นที่ร้านกาแฟ จะมีก๋วยเตี๋ยวหมูขาย

บ่อพลอยแวดล้อมไปด้วยขุนเขาลำเนาไพร ชาวบ้านส่วนหนึ่งแบกปืนเข้าป่าล่าสัตว์ตีผึ้งหาสมุนไพร โดยเฉพาะหน่อไม้ ก็ถือว่าเป็นอาหารสำคัญ ก็เพราะจะมีหน่อไม้ลวกต้มใบหญ้านางหาบขาย พอๆกับน้ำขาว ไม่มีอะไรก็เอาหน่อไม้จิ้มเต้าเจี้ยวกินกับข้าวได้ทั้งบ้าน มีน้ำพริกผักสดผักต้ม แถมด้วยเนื้อเค็มปลาเค็ม และก็มีแกงส้มสักหม้อก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว แล้วจู่ๆ เกิดมีข่าวใหญ่ว่าไอ้ลายขนาดแปดศอก มาคาบชาวบ้านที่เข้าป่าไปกินสองคน คนแรกยังพอว่า แต่เมื่อตามไปเจอซากศพคนต่อมา มีปืนแก๊ปตกอยู่ใกล้ๆซากที่แทบจะเหลือแต่โครงกระดูก ร่ำลือไปต่างๆนาๆว่าเป็นเสือเจ้าบ้าง เสือสมิงยิงไม่อยู่บ้าง จนถึงกับบอกกันว่ามันคงเป็นเสือลำบาก ล่าคนง่ายกว่าล่าสัตว์อื่น บางคนเชื่อว่ามันได้ลิ้มเนื้อมนุษย์แล้วเกิดติดใจ ใครก็เข้าป่าต้องระวังเงาหัวให้ดีๆ เพราะไม่รู้ว่าเจ้าป่าจะมาดักซุ่มอยู่ที่ตรงไหน ถ้าไม่รู้ตัวมัวแต่ตกใจ ได้ยินเสียงโฮกเข้าใส่ มีหวังมืออ่อนตีนอ่อน โดนมันขย้ำคอหอยลากไปกินเอาง่ายๆ

ปัญหาก็อยู่ที่ว่า เสือโคร่งตัวนี้มันมาจากไหน บ้างว่ามาจากศรีสวัสดิ์ บางว่ามาจากเขตอุทัยกับทุ่งใหญ่นเรศวร เพราะได้ข่าวว่ามีพรานป่ากับพรานกรุงเข้าไปล่าสัตว์กันอย่างคึกคัก พวกเสือช้างกวางเก้งเตลิดหนีตาย กระจัดกระจายมาถึงป่าบ่อพลอย ชาวบ้านแทบไม่เป็นอันทำมาหากิน เมื่อได้ข่าวว่า มีคนเห็นมันมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้บ้าน ทิ้งรอยตีนขนาดชามคมไว้เขย่าขวัญ ค่ำคืนได้ยินเสียงร้องมาจากป่าดง ฟังแล้วก็สยองใจ ประหนึ่งมันร้องอยู่หน้าบ้านก็ปานกัน มีการจัดคณะการล่าเสือกินคนขึ้นมา ตาแก่นพรานใหญ่ที่เป็นหัวหน้า เจ้ากิ่งกับเจ้าดั่นอาสาตามไปล่าเสือด้วย ก็คิดว่าได้การแน่เพราะเพิ่งได้ข่าวว่า มันลงมากินน้ำที่หนองเบี้ยเมื่อคืนก่อนนี้เอง

ในขณะที่กำลังตระเตรียมกันอยู่นั้น สาวเดือนวัยสิบเจ็ดปี ก็ออกไปหาหน่อไม้ใกล้ๆบ้าน ก็โดนไอ้ลายลากไปกินแล้ว ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงหวีดร้องรีบเข้าไปช่วย แต่ก็พบแค่กองเลือดเพียงเท่านั้น เจ้าดั่นแทบคลั่งใจตาย เพราะสาวเดือนเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของมัน “รีบไปกันเถอะ น้าแก่น ไอ้กิ่ง ถ้ายิงมันไม่อยู่ ข้าสาบานได้ว่าจะไม่กลับมาเหยียบบ่อพลอยอีก” เป็นอันว่าคนทั้งสาม ได้หอบหิ้วปืนผาหน้าไม้กับเสบียงกรังพอสมควร เข้าป่าในวันรุ่งขึ้น ก็มั่นอกมั่นใจว่า เสือกินคนยังคงป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นอย่างแน่นอน คืนแรกเท่านั้น พรานทั้งสามก็เจอดีเข้าอย่างจัง ป่าเปลี่ยวมืดดำล้อมรอบกาย มีแต่กองไฟพอกันหนาวกับป้องกันภัย เจ้าดั่นเพิ่งรับยามต่อจากเจ้ากิ่ง ผู้เข้านอนห่มผ้าอยู่ข้างพรานแก่นใต้ร่มว่า รุนฟืนเข้ากองไฟจนลุกโพลงเสียงดัง “เปรี๊ยะ!!” เจ้าดั่นวางปืนไว้ข้างๆตัว แล้วมวนยาสูบแก้รำคาญ

ลมยามดึกคร่ำครวญ วู่หวิวมาตามยอดไม้ เสียงเก้งร้องเป๊บดังขึ้นใกล้ๆ เสียงคล้ายผู้หญิงร้องเพลงก็ดังแทรกขึ้นมา สะกดความรู้สึกให้พร่ามึน ประหนึ่งต้องมนต์สะกด มองหาว่าใครนะกล้ามาร้องเพลงในป่าดงเวลานี้
ก็พอดี มองเห็นเต็มตา เป็นสาวชาวป่าผมยาวอ้อนแอ้น ก็ได้เดินลุยนาดเข้ามา แต่เมื่อเปลวไฟฮือโหมตามแรงลมเข้าไปหาก็ชะงัก ยกแขนป้องกันไอร้อนและควันไฟ เจ้าดั่นจ้องมองพลางร้องถามไปว่า “ใคร” สาวนั้นลดมือลงยิ้มหวานหน้าแดงเรื่อ ด้วยแสงไฟเต้นวูบวาบเห็นได้ถนัดตา “เดือน!!” เจ้าดั่นลุกพรวดพราดขึ้นยืน “เอ็งยังไม่ตาย” สาวเจ้าก็ส่ายหน้า พลางกวักมือเรียกญาติผู้พี่เข้าไปหา เจ้าดั่นรีบถลาไปด้วยความดีใจ จนลืมปืนคู่มือเสียสนิทสนม พรานแก่นหูตาไวตามวิสัยพราน ก็ได้ลุกขึ้นมา มองเห็นภาพตรงหน้าก็ร้องลั่น “ไอ้ดั่น อย่าไปนะมึง!!” ช้าไปแล้ว เจ้ากิ่งลุกขึ้นมาร้องเอะอะ พร้อมเสียงเจ้าป่าคำรามลั่น ตามด้วยเสียงตะโกนด่าบ้าคลั่ง ชุลมุนวุ่นวาย สับสนอยู่ในแสงไฟวูบวาบไปมา ตามแรงลมไม่หยุดหย่อน

พรานแก่นกับเจ้ากิ่งได้คว้าปืนขึ้นมา แต่ยังไม่ทันจะออกวิ่งตาม เจ้าดั่นโซซัดโซเซกลับเข้ามา เลือดเปรอะหน้ากับท่อนแขน ในมือยังกุมมีดด้ามยาวเอาไว้แน่น “ผีนางเดือน” มันคราง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน หายใจระรวย “ข้านึกว่าคน ที่ไหนได้ล่ะ พอเข้าใกล้กลายเป็นไอ้ลายโฮกเข้าใส่ เกิดมายังไม่เคยเห็นไอ้ลายที่ไหนจะใหญ่เหมือนวัวเหมือนควายขนาดนี้ โอ้ยยย ถ้าไม่ได้มีดเล่มนี้ช่วยไว้ ข้าคงไม่รอดแน่ๆ” ตาแก่นปราดเข้าดูแผลด้วยความห่วงใย เห็นว่าไม่หนักหนาอะไรก็ให้มันนอนพัก แกรับอาสาเฝ้ายามไปจนแจ้ง รุ่งขึ้น เจ้าดั่นยิ่งนิ่วหน้า ขบกรามคำรามอยู่ในคอไม่หายแค้นเคือง เจ้ากิ่งหุงข้าวกิน และออกติดตามรอยเสือที่ย่ำเป็นเทือกอยู่ไม่ไกลนัก ครั้นตกสาย พรานแก่นก็ชี้ให้ดูรอยใหม่ แล้วกระซิบกระซาบว่าให้เตรียมตัว เสือสมิงก็คงจะอยู่ใกล้ๆนี่เอง

แต่เวลาเลยเที่ยงแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไรเลย รอยตีนมหึมานำหน้าให้ออกตามนั้น ดูวนไปวนมา ราวกับเสือเจ้าเล่ห์ก็จะวางกับดัก หรือเป็นฝ่ายหาโอกาสล่าพรานเอาเสียเอง แล้วก็รอยตีนนั้นก็หายไปที่ลำธารตื้นๆ ไหลรินลับหายไปในซุ้มไผ่ที่โน้มลงมาหากันสองฝั่ง ราวกับจะบดบังความลี้ลับของป่าอาถรรพ์ไว้อย่างมิดชิดตลอดกาล เจ้ากิ่งลุยน้ำข้ามฟากไปสำรวจดูครู่หนึ่ง แล้วกลับมาส่ายหน้า พรานแก่นเกาหัวอย่างอัศจรรย์ใจ แต่ก็เจ้าดั่นเงยหน้า เหลียวซ้ายแลขวา เงี่ยหูฟังเสียงผิดปกติ นอกจากจะเสียงน้ำเซาะแก่งหิน ครั้นแล้วก็บุ้ยปากไปทางขวา เห็นอ้อยช้างยืนต้นแผ่กิ่งใบร่มครึ้ม ที่ไม่ห่างจากซุ้มกอไผ่นั้นนัก เสือสมิงเจ้าเล่ห์ได้ลงลุยน้ำไปและย้อนมาขึ้นฝั่งเดิม ด้วยผีสิงเข้าดลใจมัน พรานแก่นก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ กระชับปืนเตรียมพร้อม แยกย้ายกันเข้าหาเสือร้ายที่อาจซุ่มซ่อน หาโอกาศกระโจนเข้าใส่ได้ในทุกขณะจิต

เจ้าดั่นลับตาไปแล้ว ป่าทั้งป่าก็เงียบงัน พรานแก่นแทบจะกลั้นหายใจ จ้องเป๋งไปที่ซุ้มไม้รกทึบใกล้ต้นอ้อยช้าง ก็สะดุดผางจนหัวคะมำ เจ้าดั่นถลันออกมาเต็มตัว พรานแก่นก็ตั้งหลักได้ก็ประทับปืนเข้ากับบ่าเหนี่ยวไกดัง “ตูม!!” “หน้าแก่น!!” เจ้ากิ่งตามมาร้องเสียงลั่น “ยิงผิดแล้ว นั่นมันไอ้ดั่น!!” พร้อมกันนั้น ก็มีเสียงคำรามเหมือนฟ้าผ่า เจ้ากิ่งยืนตะลึงอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเจ้าดั่นกระเด็นออกไป เสือโคร่งตัวมหึมาโฮกสนั่นกระโจนเข้าใส่ พรานแก่นซัดตูมเข้าอีกนัด ร่างนั้นก็หล่นลงมาอย่างสิ้นฤทธิ์ เจ้ากิ่งหน้าซีดเข้าอ่อนคล้ายจะเป็นลม “น้าแก่นยิงไอ้ดั่น! แล้วไอ้ดั่นกลายเป็นเสือจะขย้ำเราตาย! น้าแก่นรู้ได้ไงว่ามันไม่ใช่ไอ้ดั่น” พรานแก่นยกหลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก พร้อมบุ้ยปากไปที่โคนไม้ใหญ่ก่อนถอนใจ “ถ้าไม่สะดุดไอ้นั่นสะก่อน ข้าก็คงจะโดนเสือสมิงขบหัวตายโหงไปแล้ว” เจ้ากิ่งก้มลงมอง แล้วร้องเสียงหลงก่อนที่จะล้มตัวลงนั่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรง เมื่อเห็นซากศพของเจ้าดั่นถูกกัดกินเหวอะหวะ หน้าท้องได้ถูกฉีกกระชาก เลือดแดงเถือก มดคันไฟยั้วเยี้ยกับแมลงวันตอมหึ่ง

นี่ก็คือเรื่องราวของเสือสมิงที่บ่อพลอย กลายเป็นตำนานตั้งแต่นั้นสืบมา และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด…

รูปถ่ายสยอง

รูปถ่ายสยอง ที่ผมไม่มีวันลืมเลือน

รูปถ่ายสยอง

รูปถ่ายสยอง ในวันหนึ่งหลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน ผมฝ่ารถติดและฝนที่โปรยปรายกลับมาถึงบ้านได้สำเร็จ ด้วยความเหนื่อยล้า ผมถอดรองเท้าวางถอดรองเท้าไว้ที่หน้าประตูและโยนเนคไทที่รัดคอชวนอึดอัดมาตลอดทั้งวันไปไว้บนโต๊ะทานข้าวก่อนที่จะเอนกายลงบนโซฟาตัวโปรดของห้องนั่งเล่น ความนุ่มสบายของมันทำราวกับกำลังดูดวิญญาณออกจากร่างชวนให้เคลิบเคลิ้มอยากหลับไปเสียตอนนั้น

ก่อนจะเผลอหลับไปจริงๆ ผมสังเกตเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะรับแขกที่หน้าโซฟา ด้วยความสงสัยเลยเอื้อมหยิบมันมาขึ้นมาดู มันเป็นรูปของภรรยาของผมที่กำลังยิ้มและอุ้มลูกน้อยอยู่ในมืออย่างมีความสุข ในทันทีที่เห็นรูปนั้น ขนทั่วกายผมลุกซู่ขึ้นมาทันทีมันเป็นความรู้สึกที่ยากเกินจะบรรยาย เพราะผมไม่รู้ว่าควรจะเริ่มกลัวจากองค์ประกอบใดของรูปดี กลัวที่ได้เห็นรูปของภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน กลัวที่ได้เห็นรูปของลูกน้อยที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาจริงๆ

หรือควรกลัวใครบางคนที่แอบเข้ามาในบ้านเพื่อวางรูปนี้เอาไว้กันแน่ !?…

ลา มาโน เปลูดา

ลา มาโน เปลูดา La Mano Peluda

ลา มาโน เปลูดา

ลา มาโน เปลูดา หรือมีฉายาว่า “มือขน” พูดกันว่ามันคือมมือของชายคนหนึ่งที่ถูกฆ่าตายระหว่างการสืบสวนที่เม็กซิโก มือของเขาถูกตัดทิ้งและถูกฝังอยู่ในสุสานเก่าแก่ของชาวอินเดีย ด้วยคำสาปบางอย่างทำให้มือของเขากลับมามีชีวิตอีกครั้งและมักจะซ่อนตัวอยู่ในความมืดใต้เตียงของเด็กเกเร และเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กน้อยได้ก้าวขาลงจากเตียงก็จะถูกมือที่มีขนหยุบหยับเข้าไปจับข้อเท้าและลากเข้าไปยังใต้เตียง…

เวนดิโก อสูรกายครึ่งสัตว์

เวนดิโก (Wendigo)

เวนดิโก อสูรกายครึ่งสัตว์

เวนดิโก อสูรกายครึ่งสัตว์ เวนดิโก คือ อสูรกายครึ่งสัตว์ที่ปรากฏอยู่ในตำนานพื้นบ้านของชาวอินเดียอเมริกัน ลักษณะของมันจะมีรูปร่างที่ผอมบางจนเห็นกระดูก ผิวหนังซีดเหมือนศพ มีตาลึกโบ๋และริมฝีปากแห้ง มีเลือดนองอยู่ตลอดเวลา มีเขี้ยวสีเหลืองยาวและลิ้นยาวที่ตวัดไปมาได้ พฤติกรรมของมันมักจะเข้าสิงผู้คนและกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร ซึ่งเวนดิโกสามารถเติบโตและมีร่างกายที่ใหญ่โตตามระยะเวลาที่ได้สั่งสมการกินเนื้อมนุษย์

คำโกหกของฆาตกร

เขตที่ 16 คำโกหกของฆาตกรต่อเนื่อง

คำโกหกของฆาตกร

คำโกหกของฆาตกร the remains found in Petiot’s basement in 1944 ย่านที่พักอาศัยของคนรวยประจำกรุงปารีสในเขต 16 ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นที่ตั้งของหอไอเฟล อาคารแบบเฮวส์แม

เนียนสวยๆ บรรยากาศที่สงบเงียบ นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณหมอมาร์เซล เปทีโอ สามารถหลบหนีความผิดจากการฆาตกรรม 27 ศพ ปี 1943 ช่วงที่ทหารนาซีเข้ายึดครองกรุงปารีส คุณ

หมอท่านนี้ก็หลอกชาวยิวให้เข้ามาหลบที่บ้านของเขา ก็หลอกว่าจะช่วยพาหนีไปที่ประเทศอาร์เจนที่น่า แต่ไม่นานก็มีคนพบศพชาวยิวเหล่านี้ที่ชั้นใต้ดินของบ้าน

คุณหมอมาร์เซล เปทีโอ ได้เข้ารับคำพิพากษาในปี 1944 เขาได้ถูกจับกุมในปี 1944 หลังจากเพื่อนบ้านได้ร้องเรียนเกี่ยวกับกินเหม็นแปลกที่โชยออกมาจากบ้านของเขา จนถึงทุกวันนี้ ถนน

Rue Le Sueur ก็กลายเป็นถนนที่มีแต่ลางร้าย เพราะชาวบ้านขนานนาม คุณหมอเปทีโว่าเป็นซาตานในร่างมนุษย์